วิธีใส่ปุ๋ยต้นกระดาษให้เห็นผล

วิธีใส่ปุ๋ยต้นกระดาษให้เห็นผล

เพราะว่า 1 ตันที่เพิ่มขึ้น คือเงินที่เพิ่มขึ้นในกระเป๋าของพี่น้องเกษตรกร การใส่ปุ๋ยต้นกระดาษอย่างถูกวิธี จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ

ต้นกระดาษ อายุ 1-3 เดือน

ใส่ปุ๋ยสูตร 16-8-8 ในปริมาณ 20-30 กรัม/ต้น – ไม้เล็ก ใส่ตัวหน้าสูง(N) จะทำให้ไม้สูง เจริญเติบโตดี ทรงพุ่มรัดเร็ว

เทคนิค ใส่ปุ๋ยให้ต้นกระดาษโตเท่ากัน หรือไล่เลี่ยกันทั้งแปลง

แนะนำเป็นพิเศษ เกษตรกรสามารถปรับปริมาณการใส่ปุ๋ย ตามขนาดของต้นกระดาษแต่ละต้นได้ โดยต้นกระดาษที่เล็กกว่าต้นอื่นๆ ในแปลง อาจต้องใส่ปุ๋ยในปริมาณที่มากขึ้น และใส่ปริมาณปุ๋ยลดลงสำหรับต้นที่โตกว่าต้นอื่น เพื่อให้ไม้ในแปลงโตสม่ำเสมอเท่าๆ กัน น้ำหนักไม้ดีใกล้เคียงกัน และมีประโยชน์ในแง่ของการจัดการแปลงที่ง่ายขึ้นมากอีกด้วย

ต้นกระดาษ อายุ 1-2 ปี

ใส่ปุ๋ยสูตร 16-8-8 หรือ 15-15-15 ก็ได้เช่นกัน – ไม้อายุระหว่าง 1 ถึง 2 ปี สามารถเลือกใส่ปุ๋ยได้ทั้งสองสูตร แต่หากไม้อายุมากกว่า 2 ปี ควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในปริมาณ 50 กรัมต่อต้น จะทำให้ไม้ได้น้ำหนักดีขึ้น ผลผลิตต่อไร่สูง

เทคนิค พื้นที่ปลูกที่มีการใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง
จะมีธาตุอาหารในดินลดลง เกษตรกรสามารถใส่ปุ๋ยในปริมาณที่มากถึง 100 กรัม/ต้น ได้เช่นกัน

เทคนิคการใส่ปุ๋ย

ไม่ควรหว่านลงบนดินทิ้งไว้เฉยๆ – ต้นไม้ไม่สามารถนำไปใช้ได้

มี 2 วิธี ที่แนะนำ คือ
1. ขุด ใส่ปุ๋ย กลบ
2. หว่านปุ๋ย ไถกลบ

แนะนำเป็นพิเศษ เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยในช่วงก่อนฝนตก เมื่อฝนตกปุ๋ยจะละลายซึมลงไปในดิน ง่ายต่อการดูดซึมและนำไปใช้ ช่วยให้ต้นกระดาษได้สารอาหารเต็มที่มากขึ้น

ใส่ปุ๋ยขี้ไก่ได้ไหม?

ใส่ปุ๋ยขี้ไก่ได้เช่นกัน โดยใช้ปริมาณ 3-4 ตันต่อไร่ ด้วยวิธีหว่านปุ๋ยตามร่อง และไถกลบ

ใส่กากมันสำปะหลังได้ไหม?

ใส่กากมันสำปะหลัง เปลือกล้าง กากแป้ง ได้เช่นกัน ในกากแป้ง มียีสต์ และไนโตรเจนสูง สามารถใส่เพื่อช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินได้

โดยใส่รองก้นหลุม 5-10 ตันต่อไร่ รองพื้นเพื่อปรับปรุงดินก่อนปลูก ใส่รองก้นหลุมและคลุกกับดินให้เข้ากันโดยใช้รถไถ สำหรับต้นกระดาษอายุ 6 เดือนขึ้นไป ให้ใส่กากมันตามแนวร่อง พร้อมกับไถพรวนเพื่อกำจัดวัชพืชไปด้วย

แนะนำเป็นพิเศษ สำหรับเกษตรกรที่อยู่ใกล้บริเวณโรงแป้ง โรงน้ำตาล โรงเอทานอล

เกษตรกรสามารถเลือกใช้ปุ๋ยได้ตามพื้นที่ และปรับปริมาณให้เหมาะสมต่ออายุของต้นกระดาษตามคำแนะนำข้างต้น ที่สำคัญ คือ ควรคำนึงถึงความสะดวกและง่ายต่อการจัดการแปลงด้วยนะครับ

วนเกษตร แก้ปัญหาซ้ำซากของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว

วนเกษตร แก้ปัญหาซ้ำซากของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว

การปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้ดินขาดแร่ธาตุชนิดเดียวกันซ้ำๆ มากเกินไป จนเป็นเหตุทำให้ดินเสื่อมโทรม การปลูกพืชแบบ วนเกษตร จะมีความหลากหลายของพืชในบริเวณพื้นที่ปลูก เกิดการหมุนเวียนแร่ธาตุ เกื้อกูลกัน ช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ให้แก่พื้นที่นั้นๆ

ข้อดี ของการปลูกพืชแบบวนเกษตร

  • ลดความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีความแปรปรวนในแต่ละปี
  • ลดความเสี่ยงจากความผันแปรของราคาผลผลิต
  • ลดการระบาดของโรค และแมลง พืชบางชนิดเป็นอาหารและที่อยู่อาศัยให้กับแมลงศัตรูธรรมชาติ จึงช่วยลดไม่ให้เกิดการระบาดกับพืชชนิดอื่น
  • ช่วยกระจายการใช้แรงงาน กระจายแรงงานไปตามกิจกรรมต่าง ๆ ของพืชแต่ละชนิดตลอดปี
  • ผลผลิตหลากหลาย สร้างยา สร้างอาหาร และไม้ใช้สอยในครัวเรือน เหลือแบ่งขายเป็นรายได้ เพิ่มรายได้ และกระจายรายได้ตลอดปี

ปลูกแบบไหนได้บ้าง?

แบบบ้านสวน

วนเกษตร แบบบ้านสวน

“แบบบ้านสวน” เป็นการปลูกไม้ยืนต้น ไม้ผล และพืชผักสวนครัว สมุนไพรในบริเวณสวนเดียวกัน โดยปลูกเป็นลำดับชั้น ตั้งแต่พืชที่มีหัวฝังดิน ไม้เลื้อย ไม้พันธุ์เตี้ย ไม้ระดับกลาง ไปจนถึงไม้ทรงสูง

แบบมีต้นไม้ แทรกตามไร่นา

วนเกษตร แบบมีต้นไม้แทรกตามไร่นา

“แบบที่มีต้นไม้แทรกตามไร่นา” เป็นการปลูกไม้ยืนต้นเสริมในแปลงไม้ผล ที่มีพื้นที่สูงต่ำ ไม่สม่ำเสมอ โดยปลูกแทรกบนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกไม้ผล เช่น ที่ดอน หรือที่ลุ่มน้ำขัง

แบบมีต้นไม้ ล้อม ไร่นา

วนเกษตร แบบมีต้นไม้ล้อมไร่นา

“วนเกษตรที่มีต้นไม้ล้อมไร่นา” เป็นการปลูกไม้ยืนต้นล้อมพื้นที่ปลูกไร่นาพืชผล เพื่อช่วยบังลม และลดความเสียหายจากลมพายุต่อพืชผล ในพื้นที่ที่มีพายุลมแรงสม่ำเสมอ

แบบมีแถบต้นไม้ และพืชผล สลับกัน

“แบบที่มีแถบต้นไม้และพืชผลสลับกัน” เป็นการปลูกไม้ยืนต้น 2-3 แถว สลับกับพืชผลเป็นช่วงๆ เหมาะกับพื้นที่ที่มีความลาดชัน น้ำไหลเซาะหน้าดิน โดยปลูกขวางความลาดชัน เพื่อช่วยรักษาหน้าดิน

แบบใช้พื้นที่หมุนเวียน ปลูกไม้ยืนต้น พืชผล และเลี้ยงสัตว์

“แบบใช้พื้นที่หมุนเวียน ปลูกไม้ยืนต้น พืชผล และเลี้ยงสัตว์” เป็นการปลูกไม้ยืนต้น ร่วมกับการเลี้ยงสัตว์ และปลูกพืชผลแบบหมุนเวียน เพื่อฟื้นฟูดินให้มีความอุดมสมบูรณ์

เลือกปลูกพืชตามสภาพพื้นที่ ในแต่ละท้องถิ่น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงเมื่อเกิดความเสียหายต่อพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง