วิธีใส่ปุ๋ยต้นกระดาษให้เห็นผล

วิธีใส่ปุ๋ยต้นกระดาษให้เห็นผล

เพราะว่า 1 ตันที่เพิ่มขึ้น คือเงินที่เพิ่มขึ้นในกระเป๋าของพี่น้องเกษตรกร การใส่ปุ๋ยต้นกระดาษอย่างถูกวิธี จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ

ต้นกระดาษ อายุ 1-3 เดือน

ใส่ปุ๋ยสูตร 16-8-8 ในปริมาณ 20-30 กรัม/ต้น – ไม้เล็ก ใส่ตัวหน้าสูง(N) จะทำให้ไม้สูง เจริญเติบโตดี ทรงพุ่มรัดเร็ว

เทคนิค ใส่ปุ๋ยให้ต้นกระดาษโตเท่ากัน หรือไล่เลี่ยกันทั้งแปลง

แนะนำเป็นพิเศษ เกษตรกรสามารถปรับปริมาณการใส่ปุ๋ย ตามขนาดของต้นกระดาษแต่ละต้นได้ โดยต้นกระดาษที่เล็กกว่าต้นอื่นๆ ในแปลง อาจต้องใส่ปุ๋ยในปริมาณที่มากขึ้น และใส่ปริมาณปุ๋ยลดลงสำหรับต้นที่โตกว่าต้นอื่น เพื่อให้ไม้ในแปลงโตสม่ำเสมอเท่าๆ กัน น้ำหนักไม้ดีใกล้เคียงกัน และมีประโยชน์ในแง่ของการจัดการแปลงที่ง่ายขึ้นมากอีกด้วย

ต้นกระดาษ อายุ 1-2 ปี

ใส่ปุ๋ยสูตร 16-8-8 หรือ 15-15-15 ก็ได้เช่นกัน – ไม้อายุระหว่าง 1 ถึง 2 ปี สามารถเลือกใส่ปุ๋ยได้ทั้งสองสูตร แต่หากไม้อายุมากกว่า 2 ปี ควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในปริมาณ 50 กรัมต่อต้น จะทำให้ไม้ได้น้ำหนักดีขึ้น ผลผลิตต่อไร่สูง

เทคนิค พื้นที่ปลูกที่มีการใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง
จะมีธาตุอาหารในดินลดลง เกษตรกรสามารถใส่ปุ๋ยในปริมาณที่มากถึง 100 กรัม/ต้น ได้เช่นกัน

เทคนิคการใส่ปุ๋ย

ไม่ควรหว่านลงบนดินทิ้งไว้เฉยๆ – ต้นไม้ไม่สามารถนำไปใช้ได้

มี 2 วิธี ที่แนะนำ คือ
1. ขุด ใส่ปุ๋ย กลบ
2. หว่านปุ๋ย ไถกลบ

แนะนำเป็นพิเศษ เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยในช่วงก่อนฝนตก เมื่อฝนตกปุ๋ยจะละลายซึมลงไปในดิน ง่ายต่อการดูดซึมและนำไปใช้ ช่วยให้ต้นกระดาษได้สารอาหารเต็มที่มากขึ้น

ใส่ปุ๋ยขี้ไก่ได้ไหม?

ใส่ปุ๋ยขี้ไก่ได้เช่นกัน โดยใช้ปริมาณ 3-4 ตันต่อไร่ ด้วยวิธีหว่านปุ๋ยตามร่อง และไถกลบ

ใส่กากมันสำปะหลังได้ไหม?

ใส่กากมันสำปะหลัง เปลือกล้าง กากแป้ง ได้เช่นกัน ในกากแป้ง มียีสต์ และไนโตรเจนสูง สามารถใส่เพื่อช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินได้

โดยใส่รองก้นหลุม 5-10 ตันต่อไร่ รองพื้นเพื่อปรับปรุงดินก่อนปลูก ใส่รองก้นหลุมและคลุกกับดินให้เข้ากันโดยใช้รถไถ สำหรับต้นกระดาษอายุ 6 เดือนขึ้นไป ให้ใส่กากมันตามแนวร่อง พร้อมกับไถพรวนเพื่อกำจัดวัชพืชไปด้วย

แนะนำเป็นพิเศษ สำหรับเกษตรกรที่อยู่ใกล้บริเวณโรงแป้ง โรงน้ำตาล โรงเอทานอล

เกษตรกรสามารถเลือกใช้ปุ๋ยได้ตามพื้นที่ และปรับปริมาณให้เหมาะสมต่ออายุของต้นกระดาษตามคำแนะนำข้างต้น ที่สำคัญ คือ ควรคำนึงถึงความสะดวกและง่ายต่อการจัดการแปลงด้วยนะครับ

PT911 แตกต่างจาก K7 อย่างไร?

PT911 vs K7

เมื่อพูดถึงต้นกระดาษ สายพันธุ์ที่มีและที่นิยมปลูกกันมากก็คงจะเป็น K7 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมกันมาอย่างยาวนาน แต่ ณ ขณะนี้ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ ที่มีคุณสมบัติที่ดีกว่านั้น คือ PT911 และมีการอธิบายถึงสายพันธุ์ตัวนี้ไปก่อนหน้านี้บ้างแล้วนั้น เรามาดูกันครับว่า 2 สายพันธุ์นี้ แต่ละตัวมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง? มีดียังไง? พื้นที่แบบไหนเหมาะกับพันธุ์อะไร?

ต้นกระดาษสายพันธุ์ PT911

สายพันธุ์ PT911

คุณลักษณะประจำพันธุ์ PT911

ระยะต้นโต (1-5 ปี)
ลำต้นเหลี่ยม โค้งงอเล็กน้อย ลอกเปลือกเป็นแถบสั้น ลำต้นสีน้ำตาลแดงมีร่องใต้กิ่ง ลิดกิ่งเองได้ดี ใบรูปหอก ขอบใบเป็นคลื่น ค่อนข้างเป็นมัน ยอดสีส้มอมเขียว

ระยะต้นกล้า
ลำต้นสีน้ำตาลแดง โค้งเล็กน้อย ยอดสีน้ำตาลส้ม ใบรูปหอกแคบ ขอบใบเป็นคลื่น ค่อนข้างเป็นมัน

พื้นที่ปลูก

– เหมาะกับพื้นที่ราบหรือที่ราบลุ่ม ดินร่วนปนทรายหรือดินร่วนเหนียวที่มีลูกรังปนเล็กน้อย หน้าดินลึก ความชื้นดี
– พื้นที่ดินร่วนทราย มีน้ำซับ จะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 17.3%

พื้นที่ที่ไม่เหมาะสม
– พื้นที่ดินนาที่มีเนื้อดินทรายจัด และดินเหนียว มีน้ำขัง ดินระบายน้ำเลว
– พื้นที่ดินดาน เสี่ยงต่อการขาดน้ำ หน้าดินตื้น ความชื้นในดินต่ำ

ข้อจำกัด
– ระยะกล้าไม้ พบอาการของความอ่อนแอต่อโรคใบติด
– ระยะไม้ใหญ่ พบอาการของโรคใบปื้นเหลือง โรคราสนิม และใบจุดบริเวณทรงพุ่มใบด้านล่าง ไม่รุนแรง

ผลผลิตที่ได้

ประมาณ 18-20 ตัน/ไร่

สายพันธุ์ K7

คุณลักษณะประจำพันธุ์ K7

ระยะต้นกล้า
ลำต้นแข็ง ตั้งตรง เป็นเหลี่ยมเล็กน้อย ข้อห่าง ใบใหญ่รูปหอกใบกว้าง ปลายใบเป็นติ่งแหลม ใบสีเขียวถึงเข้ม ขอบใบเป็นคลื่นยอดสีแดงอมชมพู และมีความนวลเล็กน้อย

ระยะต้นโต (1-5 ปี)
ลำต้นมีร่องกิ่งชัดเจน เปลาตรงดี ผิวเปลือกเรียบ สีนวลเทา ทรงพุ่มแผ่กว่าง มีกิ่งขนาดปานกลางถึงใหญ่ ลักษณะใบใหญ่สีเขียมเข้ม ขอบใบเป็นคลื่น เรียงตัวแบบสลับ

ต้นกระดาษสายพันธุ์ K7

พื้นที่ปลูก

สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ราบและที่ราบต่ำ ที่มีความชื้นในดินและความชื้นในอากาศปานกลาง เนื้อดินเป็นดินร่วน ดินร่วนเหนียวปนทราย อุ้มน้ำดี หรือดินร่วนปนลูกรัง

ข้อจำกัด
– ระยะกล้าไม้ พบอาการของโรคทางใบเล็กน้อย ได้แก่ ใบจุดเหลี่ยม โรคใบจุดเหลืองดำ
– ระยะไม้ใหญ่ พบอาการของโรคใบเหลืองดำ และใบไหม้วงแหวนเล็กน้อยในช่วงฤดูฝนหรือปลายฤดูฝน

ผลผลิตที่ได้

ประมาณ 13-15 ตัน/ไร่

เลือกลักษณะสายพันธุ์ให้ตรงกับพื้นที่ปลูก และศึกษาการปลูกและดูแลให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มผลผลิตให้ได้อย่างที่ต้องการกันนะครับผม

ติดต่อได้ที่ เบอร์โทร 085 835 3212

ต้นกระดาษ ตอ2: เลือกไว้ตออย่างไร ให้โดนใจเกษตรกร

วิธีเลือกและดูแลต้นกระดาษ ตอ2

ต้นกระดาษเมื่อตัดฟันรอบแรกไปแล้ว จะสามารถไว้หน่อในรอบถัดๆ ไปได้อีก เพื่อให้เราได้ผลผลิตต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อยๆ 9 ปี ทีนี้เรามาดูกันครับว่า ทำอย่างไร เราถึงจะได้ผลผลิตอย่างคุ้มค่า ผมมีวิธีมาฝากครับ

โดยปกติแล้ว ต้นกระดาษมักจะถูกตัดฟันเมื่อมีอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป เมื่อเราตัดฟันไปแล้ว หลังจากนั้นประมาณ 2 อาทิตย์ หน่อจะเริ่มแตกออกมา ตอหนึ่งๆ ก็จะมีหน่อแย่งกันขึ้นมาอยู่หลายหน่อ คราวนี้ เราจะทำอย่างไรต่อ กับหน่อที่แตกขึ้นมาเหล่านี้

ต้นกระดาษตอ 2

หากสังเกตุดีดีแล้ว เราจะพบว่า แต่ละหน่อจะแตกออกมาในตำแหน่งที่แตกต่างกันออกไป ส่วนใหญ่จะพบอยู่ 2 ตำแหน่ง คือ บริเวณใกล้ๆ รอยตัด และบริเวณโคนต้น

เราเรียกหน่อที่แตกอยู่ตรงบริเวณรอยตัดว่า “หน่อผิว” และหน่อที่แตกอยู่ตรงบริเวณโคนต้นว่า “หน่อโคน”

วิธีการเลือกหน่อ

  1. หากมีหน่อผิว แนะนำให้เลือกไว้หน่อผิว
  2. หากมีหน่อผิวน้อย ก็ให้เลือกไว้หน่อผิวเป็นอันดับแรก ที่เหลือจึงเลือกหน่อโคนได้
  3. แต่หากตอนั้นไม่มีหน่อผิวเลย ก็ให้ไว้หน่อโคนได้เลยครับ
  4. หากเป็นตอที่ไม่ใหญ่มาก แนะนำให้เลือกไว้อย่างต่ำ 2 หน่อนะครับผม

การดูแลไม้ตอ 2

กำจัดวัชพืช

ในระยะแรกเมื่อหน่อยังเล็ก ให้ดายวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้แสงอย่างเพียงพอ และเมื่อต้นสูงพ้นวัชพืชแล้ว ให้ดายวัชพืชรอบโคนต้นอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อไม่ให้ถูกแย่งธาตุอาหารในดิน

ทำแนวกันไฟ

เมื่อถึงหน้าแล้ง วัชพืชจะเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้เกิดการลุกไหม้ ดังนั้นการดูแลแปลงให้มีวัชพืชน้อยลง จะช่วยลดการเกิดไฟไหม้ในแปลงได้ โดยแนะนำให้ตัดวัชพืชให้สั้น ในบริเวณพื้นที่ระหว่างต้น ระหว่างแถว หรือทำแนวกันไฟ โดยถากวัชพืชออกให้ลึกถึงชั้นดินแท้

ตัดให้ถูกวิธี เลือกไว้หน่อให้ถูกต้อง และรู้จักวิธีดูแลอย่างเหมาะสม แค่นี้ก็
ช่วยให้เราได้ผลผลิตที่คุ้มค่ามากขึ้นแล้วครับ ลงทุนลงแรง ปลูกทั้งที ก็ต้องให้คุ้มค่าที่สุด จริงไหมครับ 🙂

ต้นโตแค่ไหน ถึงจะขายได้?

รับซื้อไม้ ต้นกระดาษ ยูคาลิปตัส

หลายคนสงสัยว่า เราจะรู้ได้ยังไงว่าต้นกระดาษ ที่เราปลูกไว้ โตพอและพร้อมที่จะตัดขายได้แล้ว ต้องมีอายุเท่าไร ต้องครบตามอายุไหมถึงจะตัดขายได้ หรือหากมีขนาดที่เหมาะสม ก็สามารถตัดขายได้เลย ความสูงต้องประมาณไหน ถึงจะเหมาะสมแก่การขาย

เราปลูก และใช้เวลาในการดูแลมาเป็นปีๆ แน่นอนครับว่า เราย่อมมีคำถาม และความคาดหวังกับผลผลิต หรือรายได้ที่เราควรจะได้รับ ดังนั้นเรามาค่อยๆ ไล่เรียงเพื่อพิจารณากันไปทีละส่วนนะครับ

ปลูก 1 ไร่ จะได้ผลผลิตเท่าไร ?

ปลูกระยะไหนได้บ้าง แต่ละระยะได้ผลผลิตประมาณกี่ต้นต่อไร่ – โดยปกติผู้มีประสบการณ์มักจะแนะนำระยะปลูกที่เหมาะสม ไว้ดังนี้ครับ

ระหว่างต้น x ระหว่างแถว

  • 1.5 x 3 เมตร = 355 ต้น
  • 1.8 x 3 เมตร = 296 ต้น
  • 2 x 3 เมตร = 260 ต้น

ถ้าต้องการปลูกให้เต็มผืน เพื่อง่ายต่อการจัดการดูแลที่เหมาะสม ควรจะปลูกที่ระยะ 1.5 x 3 หรือ 2 x 3 เมตร ข้อดี ของการปลูกระยะ 2 x 3 เมตร คือ ต้นกระดาษเจริญเติบโตได้เต็มที่ และสามารถบริหารจัดการได้ง่ายกว่า

ส่วนข้อดี ของการปลูกระยะ 1.5 x 3 เมตร คือ ได้จำนวนต้นต่อไร่สูง และหากดูแลดี จะมีความเป็นไปได้ ที่จะได้ผลผลิตรวมต่อไร่ที่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับระยะอื่นที่มีอายุการปลูกเท่าๆ กัน อย่างไรก็ตามการเว้นระยะปลูก ควรพิจารณาถึงความสะดวกในการนำรถเข้าตัดฟันเมื่อถึงระยะเก็บเกี่ยวด้วยนะครับ

วิธีวัดการเจริญเติบโตของต้นไม้ ตามมาตรฐาน เพื่อประเมินผลผลิต

ต้นกระดาษ อายุเท่าไร ถึงจะตัดขายได้ ?

โดยปกติแล้วต้นกระดาษที่ปลูกไว้ ไม่ว่าจะบนแปลงหรือ บนคันนา ต้นที่มีขนาดเหมาะสม และพร้อมตัดฟัน จะมีอายุตั้งแต่ 3-5 ปีขึ้นไป แต่หากตรวจวัดแล้วพบว่ามีขนาดที่เหมาะสม ก็สามารถพิจารณาตัดขายได้เช่นกันครับ

ขนาดเท่าไร ถึงจะตัดขายได้ ?

เมื่อวัดด้วยสายวัดหรือตลับเมตรทาบไว้รอบลำต้นในระดับอก ควรจะมีเส้นรอบวงขนาด 35-40 เซนติเมตร และเพื่อให้ได้น้ำหนักไม้ที่มากขึ้น แนะนำให้มีขนาด 40 เซนติเมตรขึ้นไปครับ

ตัดฟันเมื่อไร ?

ต้นกระดาษ และ ต้นยูคาลิปตัส โดยส่วนใหญ่ มักจะแนะนำให้ตัดฟันในช่วงเริ่มต้นฤดูฝนที่ดินมีความชื้น เพื่อลดความเสียหายจากการโค่นล้มลงบนพื้นแห้งแข็งซึ่งอาจจะมีผลต่อราคาไม้ แต่อย่างไรก็ตามควรตรวจดูสภาพความชื้นและการยุบตัวของดิน เพื่อลดอุปสรรคในกระบวนการตัดฟัน โดยเฉพาะการนำรถเข้า-ออก ภายในแปลง

ตัดฟันแบบไหน ?

การปลูกต้นกระดาษ เป็นการลงทุนปลูกครั้งเดียว แต่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในระยะยาว เมื่อตัดเก็บเกี่ยวผลผลิตในรอบแรกไปแล้ว ต้นกระดาษจะแตกหนอขึ้นมาใหม่ ดังนั้นวิธีการตัดฟันที่คำนึงถึงประโยชน์ของการเจริญเติบโตของหน่อในรอบถัดไป จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลย วิธีที่แนะนำ คือ ควรใช้ใบเลื่อยตัดโดยให้ได้หน้าตัดที่มีผิวเรียบสม่ำเสมอ และเฉียงลงเล็กน้อย เพื่อระบายน้ำขังบนตอ จะช่วยลดการเน่าของหน่อใหม่ได้ดี และควรตัดให้สูงจากพื้นประมาณ 5-10 เซนติเมตร

เทคโนโลยีการเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยวแปลงไม้ต้นกระดาษ ไม้ยูคาลิปตัส หรือไม้ยืนต้นทั่วไป ด้วยรถ Harvester เป็นวิธีเก็บเกี่ยวที่ง่าย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ สำหรับต้นกระดาษการใช้รถ Harvester 1 คัน จะสามารถตัดไม้ได้มากถึง 60 ตันต่อวัน หรือเท่ากับ 5 ไร่ต่อวันนั่นเอง

ข้อดีของการใช้รถ Harvester นอกจากจะลดการใช้แรงงานคนแล้ว การตัดฟันของเครื่องจักรยังทำให้รักษาเนื้อไม้ที่ส่งผลต่อน้ำหนักได้เป็นอย่างดี สามารถตัดตอไม้ได้ชิดพื้น ตอต่ำ ผิวตัดเรียบ ตัดความยาวท่อนได้เท่ากันอย่างเป็นระเบียบ แยกลำต้นและพุ่มใบออกจากกันเป็นหมวดหมู่ ทำให้ง่ายต่อการจัดการลำเลียงท่อนไม้ขึ้นรถ สะดวกในการขนส่งไปยังแหล่งรับซื้อไม้

ด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพนี้ จะช่วยให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยตั้งแต่โคนยันปลาย

ต้นยูคาลิปตัส ใช้ทำอะไรได้บ้าง?

ต้นยูคาลิปตัส ใช้ทำอะไรได้บ้าง
ต้นยูคาลิปตัส ที่ปลูกเป็นทิวแถวตาม สวน ไร่ นา หรือแม้กระทั่งปลูกบนพื้นที่ผืนใหญ่ๆ เป็นป่า ไม้ยืนต้น มองไปดูเขียวสบายตา

หากลองขับรถไปตามแถบภาคตะวันออก สิ่งที่เห็นได้ไม่ยากระหว่างทาง คือ ต้นยูคาลิปตัส ที่ปลูกเป็นทิวแถวตาม สวน ไร่ นา หรือแม้กระทั่งปลูกบนพื้นที่ผืนใหญ่ๆ เป็นป่า ไม้ยืนต้น มองไปดูเขียวสบายตา ลมพัดยอดพลิ้วไหวชวนรื่นรมย์อยู่ไม่น้อย

พลางเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า ไม้ยูคาลิปตัส เหล่านี้ ทำไมถึงถูกเลือกมาปลูกกันอย่างแพร่หลาย จนเห็นได้แม้กระทั่ง บนคันนา หรือตามเขตรั้ว ริมคลอง

เขา ปลูกยูคาลิปตัส เอาไปทำอะไรกันมากมายขนาดนี้นะ?

ยูคาลิปตัส เป็น ไม้ยืนต้นโตเร็ว ที่ปลูกได้แทบจะทุกสภาพพื้นที่ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ในระยะเวลาอันสั้น เป็นไม้เนื้อแข็งที่ใช้งานได้หลากหลาย นั่นคงเป็นเหตุผลที่คนนิยมปลูกเพื่อนำมาใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ตนต้องการ

ไม้ยูคาลิปตัส ที่เป็นไม้ขนาดเล็กหรือกิ่งก้านของ ต้นยูคา สามารถนำมาใช้เป็นฟืนหรือเผาถ่านได้ ถ่านที่ได้จาก ไม้ยูคา เป็นถ่านคุณภาพดี ให้ความร้อนสูง ไม่มีควัน ฟังดูแล้วช่างน่าสนใจจริงๆ สำหรับคนที่นิยมกินปิ้งย่าง 🙂

ขยับมาอีกหน่อยที่ ไม้ยูคา อายุ 2-3 ปี นี่ก็เริ่มตัดฟันมาใช้ประโยชน์ได้บ้างแล้ว ถ้าขับรถไปเรื่อยๆ จะมีป้ายประกาศ รับซื้อไม้ยูคา ขายไม้ยูคา ไม้เสายูคา ไม้เข็มยูคา มีให้เห็นประปรายตามข้างทาง

ถ้าลองไปหาข้อมูลดูแล้ว ไม้ยูคา แต่ละขนาด หรือแต่ละช่วงอายุ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างได้ตั้งแต่เริ่มต้นสร้างแคมป์คนงาน นั่งร้าน ยันงานขึ้นแบบ ลงเสากันเลยทีเดียว เขาถึงปลูกกันเป็นแปลงๆ ปลูกยูคา 1 ไร่ ได้หลายร้อยต้น ขึ้นกับว่าจะปลูกเพื่อขายไปใช้ประโยชน์อะไร ก็เว้นระยะห่างให้ไม้ได้โตตามนั้น

ไล่เรียงไป นี่แค่ประโยชน์ที่ทราบกันดีในเบื้องต้น ยังไม่รวมถึงการใช้งานทางการเกษตรของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการนำมาทำโรงเรือน คอกสัตว์ ไม้ค้ำยัน ไม้ค้างปลูกผัก ที่เห็นทำเสาป้ายโฆษณาริมถนนก็มีเยอะแยะไป ส่งเข้าโรงงานทำกระดาษก็มีไม่น้อย

นับๆ ดูแล้ว ปลูก 1 ที ก็คุ้มกันไปหลายปี ไม่รีบใช้ประโยชน์อันใดก็เก็บเป็น ป่าเศรษฐกิจ ไป ได้พื้นที่สีเขียวช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้อีกจำนวนหนึ่ง

ยูคาลิปตัส เป็นทิวแถว สลับกับแสงแดดยามเย็นที่ทอดตัวลงมาทาบกับพื้นถนน ถ้ามองไม่เห็นประโยชน์อันใด อย่างน้อย มันก็สร้างทิวทัศน์อันสวยงามระหว่างการเดินทาง

แต่เชื่อเถอะว่าสำหรับพื้นที่ที่มีการปลูกให้เห็นทุกระยะ จนเกิดการตั้งคำถามขึ้นในใจของผู้ที่ผ่านมา เป็นคำตอบได้อย่างดีว่าประโยชน์ของ ต้นยูคาลิปตัส คุ้มค่ากับการปลูกอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว