ไม้เชื้อเพลิง มีอะไรบ้าง สร้างรายได้ในท้องถิ่นไหม

ไม้เชื้อเพลิง มีอะไรบ้าง

ไม้เชื้อเพลิง มีอะไรบ้าง ที่หาง่าย ต้นทุนต่ำ และสามารถสร้างรายได้ในท้องถิ่น ไม้ที่นำมาใช้เป็นไม้เชื้อเพลิง มีทั้ง ไม้โตเร็ว ไม้โตปานกลาง ไม้โตช้า ไม้กินได้ ไม้ใช้งาน หรือไม้เศรษฐกิจ

ซึ่งหากเป็นไม้เศรษฐกิจ อาจจะแยกเป็น 2 ชนิด คือ
1. ไม้ต้นทุน คือ ไม้ที่ลงแรงปลูก หรือไม้ที่ต้องใช้งบประมาณลงทุนลงแรงในการปลูก
2. ไม้กำไร คือ ไม้ที่โตขึ้นเองจากการทิ้งเมล็ด ถือเป็นไม้พลังงาน ไม้เชื้อเพลิง ทำถ่าน ทำฟืน

ไม้เหล่านี้หาได้ไม่ยาก สามารถหาได้ในแต่ละท้องถิ่น

โดยเฉพาะในประเทศไทย มีพืชพรรณไม้ที่หลากหลายชนิดในแต่ละภูมิภาคหาได้จากรอบๆบ้าน เช่น ไม้ต้นกระดาษ ไม้ยูคาลิปตัส ไม้ยาง ไม้สน ไม้กระถิน ไม้มะขาม และพวกไม้สวน ซึ่งเกษตรกรปลูกตามหัวไร่ปลายนา เพื่อไว้ใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่นิยมปลูกตามพื้นที่ว่างเปล่าบ้าง ปลูกเพื่อเป็นไม้เศรษฐกิจบ้าง ปลูกไว้เป็นอาหาร พืชสมุนไพร แต่พอถึงระยะเวลาหนึ่งต้นไม้เจริญเติบโตเต็มที่ ต้องมีการตัดแต่งกิ่งเพื่อให้เกิดความสวยงามของพื้นที่ หรือรูปทรงของต้นไม้สิ่งที่เหลือเหล่านั้นเกษตรกรจะนำไปทิ้งหรือไม่ก็เผาไฟทิ้ง ไม่เกิดประโยชน์กับพื้นที่ทำให้ดินเสื่อมโทรม และยังก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศอีกด้วย

ไม้เชื้อเพลิง มีอะไรบ้าง

จุดเด่นของ ไม้เชื้อเพลิง มีอะไรบ้าง

เป็นเชื้อเพลิงที่สามารถหาได้ง่ายโดยมีอยู่ทั่วไปในท้องถิ่นนั้น ๆ เพื่อนำมาแปรรูปเชื้อเพลิงชีวมวลมาเป็นพลังงานมีต้นทุนที่ไม่สูงนัก อย่างเช่น ในพื้นที่ชนบทบางพื้นที่ได้นำไม้ฟืนมาใช้เพื่อเป็นแหล่งความร้อนสำหรับประกอบอาหาร ช่วยให้ความอบอุ่น หรือในพื้นที่ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าก็สามารถนำเชื้อเพลิงชีวมวลที่สามารถหาได้รอบ ๆ พื้นที่นั้นมาเป็นเชื้อเพลิงขั้นต้นสำหรับกระบวนการผลิตไฟฟ้าได้เช่นกัน ไม้เชื้อเพลิงสู่โรงไฟฟ้า แหล่งพลังงานธรรมชาติที่มีอยู่และใช้มานาน รวมถึงทรัพยากรป่าไม้(ต้นไม้) เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถทดแทนได้ นั่นคือสามารถปลูกทดแทนหมุนเวียนการใช้ได้ ถือเป็นไม้ที่สามารถปลูกได้ทั่วประเทศ

ประเภทไม้เชื้อเพลิงที่รับซื้อ

ส่วนใหญ่ก็จะเป็นไม้สวน ไม้ยางพารา ไม้ต้นกระดาษ ไม้ยูคาลิปตัส และไม้ทั่วไปที่ไม่ผิดตามที่กฎหมายกำหนด ไม้กลุ่มนี้มาจากสวนผลไม้ หรือแปลงไม้ของเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งมากจากโค่นไม้สวนที่เปลี่ยนรอบการปลูก เป็นไม้ที่ต้องการเตรียมพื้นที่ปลูก หรืออาจเป็นไม้ที่เหลือจากกลุ่มโรงงานแปรรูปไม้ต่าง ๆ เป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชน หรือกลุ่มผู้ผลิต โดยไม่ต้องเอาไปทิ้ง หรือ เอาไปเผาให้เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันมีจุดรับซื้อมากกว่า 80 แห่งทั้งโรงชิพ และ HUB กระจายอยู่ใน ภาคอีสาน ภาคกลาง และ ภาคตะวันออก โดยไม้เชื้อเพลิงที่จะรับซื้อก็จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือกลุ่มแรกที่ยังไมได้สับ เช่น ไม้ท่อน ไม้ฟืน ปีกไม้ และกลุ่มที่สองกลุ่มที่ผ่านสับย่อยแล้ว เรียกว่า ชิพเชื้อเพลิง

นอกจากนี้การเพาะปลูกพืชชีวมวล(ไม้เชื้อเพลิง) ยังสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นเพิ่มเติมอีกด้วย

7 เรื่องเด็ด รับซื้อไม้

รับซื้อไม้

1. สาขารับซื้อไม้อยู่ที่ไหนบ้าง?

อยู่ในภาคตะวันออก ภาคกลาง/เหนือ ภาคอีสานตอนล่าง/ตอนบน ที่จุดรับซื้อไม้ของบริษัท

2. การวัดขนาดไม้ควรวัดระดับไหน?

วัดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ความสูงระดับอก หรือสูงจากพื้น 130 cm วิชาการป่าไม้เรียกระดับที่ DBH ย่อมาจาก Diameter at Breast Height

3. มาตรฐานการรับซื้อไม้ต้นกระดาษ มีอะไรบ้าง?

  • อายุไม้ ตั้งแต่ 3 ปีครึ่งขึ้นไป (แนะนำให้ขาย อายุ 4-5 ปี จะได้น้ำหนักและราคาดี)
  • เส้นรอบวง ขนาดตั้งแต่ 30 ซ.ม. ขึ้นไป
  • ความสูง ตั้งแต่ 13.5 เมตรขึ้นไป
มาตรฐานการรับซื้อไม้ต้นกระดาษ มีอะไรบ้าง?

4. รับซื้อไม้อะไรบ้าง มีกี่ชนิด?

ไม้ต้นกระดาษ ต้นยูคาลิปตัส รับซื้อตั้งแต่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางคือ

  • ไม้รวม 1.5 นิ้วขึ้นไป
  • ไม้คัด 2-4 นิ้ว
  • และไม้คัด 4-8 นิ้ว

แนะนำรอให้ไม้โตอีกหน่อย อายุ 4-5 ปี จะได้น้ำหนักและราคาดี โดยมีรับซื้อแบบ ไม้เหมาแปลง ไม้เชื้อเพลิง (ไม่จำกัดเส้นผ่านศูนย์กลาง) เช่น กระถินยักษ์ กระถินเทพา กระถินณรงค์ สะเดาเทียม สนทะเล สนประดิพัทธ์ มะไฟบ้าน มะปรางบ้าน มะขาม ไม้จามจุรี ไม้ยางพารา รากต้นกระดาษ เป็นต้น

5. รับซื้อราคาเท่าไหร่?

ราคาขึ้นอยู่กับ ขนาดไม้ตามมาตรฐานท่อเทียบวัด ณ จุดรับซื้อไม้ ช่วงขนาดไม้เขียวถึงไม้ฟ้า ได้ราคาดี

  • 1.5 นิ้ว (ไม้แดง)
  • 2 นิ้ว (ไม้เขียว)
  • 4 นิ้ว (ไม้ฟ้า)

6. หลักเกณฑ์การพิจารณาก่อนตัดฟัน?

เกษตรกรควรพิจารณา อายุ ความสูง เส้นรอบวงของต้นไม้ ความพร้อมหรือความต้องการใช้เงินรวมทั้งราคารับซื้อและสัญญาข้อตกลง

7. อยากได้ราคาไม้สูงขึ้นต้องทำอย่างไร?

อยากได้ราคาไม้สูงขึ้นต้องทำอย่างไร?

เลี้ยงไม้ไว้อายุ 4-5 ปี ต้นจะโตสมบูรณ์ได้เนื้อไม้ดีน้ำหนักดี ราคาก็ดีแน่นอน

ต้นกระดาษ ปลูกได้ในดินลูกรัง

ต้นกระดาษปลูก ได้ใน ดินลูกรัง

ดินลูกรัง เป็นดินที่มีศักยภาพในการเกษตรต่ำมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ดินเป็นกรด เป็นเนื้อดินหยาบ ปริมาณเนื้อดินค่อนข้างน้อย การใช้ประโยชน์ที่ดินจำเป็นต้องมีการจัดการที่เหมาะสม

ดินที่มีกรวดปนมักเป็นดินที่ขาดความชุ่มชื้นได้ง่ายและมีข้อจำกัดในการเลือกชนิดของพืชปลูก จำเป็นต้องจัดการเป็นพิเศษ การปลูกพืชติดต่อกันในดินนี้จะทำให้ปริมาณธาตุอาหารในดินลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากหน้าดินมักเกิดการกร่อนได้ง่าย ปัจจุบันดินนี้ยังใช้ประโยชน์ในด้านการเพาะปลูกไม่มากนัก

การจัดการดินลูกรัง

การวางแผนการใช้ที่ดินลูกรัง

สามารถปลูกพืชโตเร็ว หรือไม้ใช้สอยอย่างไม้ต้นกระดาษได้ เมื่อไม้โตสามารถตัดขายเป็นไม้เข็ม หรือ ไม้เหมาแปลง ได้ ส่วนอื่นที่เหลือจากการตัดขาย เช่น ปลายไม้ ยังขายเป็น ไม้เชื้อเพลิง เพิ่มรายได้อีกทาง โดยแบ่งพื้นที่สูงเป็นไม้โตเร็วรักษาความชุ่มชื้น พื้นที่ตอนกลางเป็นพืชอายุสั้นทนแล้ง และพื้นที่ส่วนหนึ่งขุดบ่อเก็บน้ำ เพื่อใช้ประโยชน์ในช่วงฝนทิ้งช่วง

ปลูกต้นกระดาษ ใน ดินลูกรัง

การปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน

โดยการปลูกพืชเป็นแถว หรือการไถพรวนขวางความลาดชัน มีการปลูกพืชคลุมดิน ปลูกพืชปุ๋ยสด เป็นแบบ วนเกษตร ร่วมด้วย เพื่อปรับปรุงบำรุงดินส่วนการใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก มีความจำเป็นอย่างมากในพื้นที่นี้ซึ่งจะช่วยเพิ่มความอุดมสมบรูณ์ของดิน และสมบัติทางกายภาพของดิน เพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดินให้ดีขึ้น

การจัดการเรื่องน้ำ

ต้องมีการจัดการน้ำในพื้นที่ โดยการป้องกันการระเหยของน้ำ เช่น การใช้วัสดุคลุมดิน การปลูกพืชคลุมดินเพื่อเก็บน้ำฝนลงในดิน ให้ดินเป็นพื้นที่เก็บน้ำ ทำคันดินชะลอการไหลของน้ำ ทำคันคูรับน้ำ เพื่อรวบรวมน้ำลงในบ่อ รวมทั้งแนวกันไฟในช่วงฤดูแล้ง

การปรับปรุงบำรุงดินลูกรัง เพื่อปลูกพืช เพิ่มผลผลิต

ควรมีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก รองก้นหลุมเพื่อให้ดินมีความสามารถในการดูดซับธาตุอาหาร อุ้มน้ำได้มากขึ้น เร่งการเจริญเติบโตของพืชในระยะแรก ทำให้พืชแข็งแรง มีรากหยั่งลึก หาอาหารได้มากขึ้น

เทคนิคการปลูกไม้โตเร็วอย่างต้นกระดาษในดินลูกรัง คือ ต้องขุดหลุมให้กว้างกว่าปกติแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก จากนั้นให้คลุมโคนต้นด้วยเศษหญ้า เพื่อรักษาความชื้น

ไม้เชื้อเพลิง พลังงานจากพื้นที่เสื่อมโทรม

ไม้เชื้อเพลิง พลังงานจากพื้นที่เสื่อมโทรม

ไม้เชื้อเพลิง เป็นท่อนไม้ที่ถูกนำมาเผาเพื่อให้เกิดพลังงาน นำไปใช้ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความร้อนเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือใช้ในอุตสาหกรรม นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า ทดแทนน้ำมัน

ไม่เพียงแต่ไม้ที่เป็นท่อนลำใหญ่ เช่น ไม้สะเดาเทียม ไม้สนทะเล ไม้มะไฟบ้าน ไม้มะปรางบ้าน ไม้มะขาม ไม้จามจุรี หรือไม้ยางพารา วัสดุที่เหลือใช้จากการเกษตร จำพวก ฟางข้าว ใบอ้อย เหง้ามัน ซังข้าวโพด ปลายไม้ต้นกระดาษ รากต้นยูคาลิปตัส ก็ถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตพลังงานด้วยเช่นกัน

ไม้เชื้อเพลิงที่ดี ควรมีคุณสมบัติที่ให้ค่าความร้อนสูง มีความหนาแน่นไม้สูง ปริมาณขี้เถ้าต่ำ และมีปริมาณลิกนินสูง อาทิเช่น กระถินยักษ์ กระถินเทพา กระถินณรงค์ ไม้ยูคาลิปตัส สนประดิพัทธ์

ไม้เหล่านี้ ถือเป็นไม้โตเร็ว ที่สามารถนำมาพัฒนาใช้เป็นพลังงานทดแทนได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากเป็นไม้ที่สามารถปลูกได้บนดินที่เสื่อมโทรม ทนต่อโรคต่อแมลง และให้ผลผลิตสูง ไม้บางชนิดนอกจากโตเร็วแล้วยังสามารถแตกหน่อหลังจากตัดฟัน ให้ผลผลิตได้มากกว่า 1 รอบ

ไม้เชื้อเพลิง พลังงานจากพื้นที่เสื่อมโทรม

พื้นที่เกษตรกรรม ที่ปลูกพืชมาอย่างต่อเนื่อง สูญเสียธาตุอาหารในดิน ส่งผลให้มีผลผลิตลดลง พื้นที่การเกษตรเหล่านี้กลายเป็นที่ดินเสื่อมโทรม ไม่สามารถปลูกพืชบางนิดได้ ในขณะที่ความต้องการใช้พลังงานยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

การปลูกไม้โตเร็วเหล่านี้ บนพื้นที่ที่มีธาตุอาหารในดินน้อย นอกจากจะได้ผลผลิตเพื่อนำไปสร้างพลังงาน ในระหว่างที่ปลูก ใบที่ร่วงหล่นยังสามารถช่วยเพิ่มแร่ธาตุในดิน ค่อยๆ ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินได้อีกทางหนึ่งด้วย

นอกจากจะลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศอย่างมหาศาล การใช้ประโยชน์จากพื้นที่เสื่อมโทรมเพื่อสร้างพลังงานทดแทน ก็ถือเป็นวิธีที่ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนพลังงาน และเพิ่มการใช้ประโยชน์จากพื้นที่เสื่อมโทรมได้อีกทางหนึ่ง

18 เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับต้นกระดาษ

เมื่อพูดถึงต้นกระดาษ หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่ามันคือต้นอะไร อยากจะปลูกต้องทำยังไง จะซื้อต้นพันธุ์จากไหน ราคาเท่าไหร่ มีวิธีการปลูกอย่างไร ฯลฯ ในบทความนี้ เราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับต้นกระดาษ มาให้ทุกท่านได้ทราบกันว่ามีอะไรบ้างไปดูกันเลย?

1. ต้นกระดาษคืออะไร/ ต้นยูคาลิปตัสกับต้นกระดาษคือต้นเดียวกันมั้ย?

เป็นต้นเดียวกันครับ แต่ “ต้นกระดาษ” ได้ถูกพัฒนาสายพันธุ์เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพอากาศเมืองไทย มีลักษณะต้นตรง ทนแล้ง น้ำหนักดี ไม่มีรากแก้ว

2. “กล้าเพาะเมล็ด” กับ “กล้าเนื้อเยื่อ” แตกต่างกันอย่างไร?

  • การเพาะเมล็ด ต้องอาศัยเพศในการเพาะ (ทำให้ต้นไม้กลายพันธุ์ได้ง่าย)
  • การเพาะเนื้อเยื่อ ไม่อาศัยเพศ ใช้วิธีติดตา ต่อกิ่ง ทาบกิ่ง ปักชำ และเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (คงสภาพพันธุ์สม่ำเสมอให้ผลผลิตสูง)

3. เป็นสมาชิกต้นกระดาษทำยังไง และได้อะไรบ้าง?

“ง่ายๆ เพียงทำสัญญาต้นกระดาษกับทางบริษัทฯ” ได้กล้าราคาพิเศษกว่าท้องตลาด ได้รับความรู้เรื่องการปลูก การดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ ได้รับซื้อไม้คืนเมื่อไม้ครบอายุ ตามราคาตลาดขณะนั้น

4. ต้นกระดาษมีสายพันธุ์อะไรบ้าง?

ปัจจุบันทางบริษัทฯ มีต้นกระดาษอยู่ 3 สายพันธุ์ คือ K7, K62 และ PT911 ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป เช่น K7 เหมาะกับพื้นที่ดินร่วน ดินร่วนเหนียว ชอบในที่ลุ่ม K62 และ PT911 เหมาะกับดินร่วน/ดินร่วนปนทราย ชอบที่แล้งหน่อย ปริมาณน้ำฝนไม่สูงมาก

5. ราคาต้นกระดาษ ราคาเท่าไหร่?

ราคาจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับช่วงฤดูกาล เนื่องจากฤดูแล้ง ความชื้นในดินน้อย แต่สภาพอากาศเอื้อให้เพาะขยายพันธุ์ได้ดี ส่วนฤดูฝน ความสัมพัทธ์ในอากาศสูง การเพาะกล้าค่อนข้างจะลำบาก เนื่องจากไม่ค่อยมีแสงแดด

6. ไม่ใช่สมาชิก ซื้อต้นกระดาษได้มั้ย?

สามารถซื้อกล้าได้ครับ ซึ่งจะมีแบบขายขึ้นทะเบียน คือ เป็นการซื้อแบบขายขาด ไม่ต้องลงทะเบียนกับทางบริษัทฯ

7. ขายทำสัญญาคืออะไร? มีเงื่อนไขยังไงบ้าง?

มีทำสัญญาบันทึกข้อตกลงร่วมกัน ซึ่งทางบริษัทฯ ขายกล้าให้ในราคาพิเศษ ราคา 1.50 – 1.75 บาทต่อต้น โดยมีเงื่อนไขคือ เมื่อไม้โตต้องนำไม้ที่ตัดมาขายกับทางบริษัทฯ ในตอแรก

8. ถ้าวางแผนปลูกต้นกระดาษในปีหน้า ควรสั่งกล้าเดือนไหน?

จองก่อนปลูกซัก 1 เดือน และคอยติดตามโปรโมชั่นดีๆ จากเพจต้นกระดาษกันได้เลย

9. บริษัทฯ มีกล้าแบบส่งเสริมมั้ย?

กล้าส่งเสริม คือ การให้กล้าฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย เมื่อไม้โตตัดไม้คืนบริษัทฯ ในราคาท้องตลาด แต่ด้วยปัญหาที่พบคือ ทางลูกค้าบางส่วนได้รับกล้าไปแล้ว ไม่ได้นำไปปลูก เอาไปวางทิ้งไว้ แล้วปล่อยให้ตาย ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายพอสมควร ปัจจุบันจึงไม่มีกล้าส่งเสริมแล้ว หากมีโครงการทางบริษัทจะแจ้งให้ลูกค้ารับทราบในเพจ แต่ถ้าสนใจก็จะมีกล้าขายให้ครับ

10. พื้นที่ 1 ไร่ ใช้ต้นกระดาษกี่ต้น?

ใช้ต้นกระดาษประมาณ 355 ต้น ซึ่งมีวิธีการคำนวนง่ายๆ ทางเกษตรกรสามารถนำไปคำนวณจำนวนต้นที่จะปลูกในพื้นที่ของตัวเองได้เลย

  • โดยการเอาระยะห่างระหว่างต้น x ระยะห่างระหว่างแถว / พื้นที่ตารางเมตร เช่น 1.5×3/1600 (ระยะห่างระหว่างต้น 1.5 x ระยะห่างระหว่างแถว 3 / พื้นที่ตารางเมตร 1600) = 355 ต้น

11. สั่งจองกล้ามีมัดจำมั้ย?

ค่ามัดจำจะมีเป็นบางช่วง บางเวลา โดยปกติค่ามัดจำจะอยู่ที่ต้นละ 0.50 – 1 บาท หากลูกค้าต้องการกล้าภายในเดือน และมีกล้าในเดือนอยู่ ก็ไม่ต้องมีการวางมัดจำ แต่ถ้าต้องการจองล่วงหน้าเอาไว้ ต้องจ่ายค่ามัดจำไม่เกินต้นละ 1 บาท

12. ขั้นต่ำต้องจองกี่ต้น?

ขั้นต่ำจริงๆ แล้ว ทางบริษัทฯ ไม่มีกำหนดตายตัวเอาไว้ที่แน่นอน จะพิจารณาจากพื้นที่เป้าหมายว่าอยู่ในรอบรัศมีจุดรับซื้อไม้ หรือนอกรัศมีจุดรับซื้อไม้

13. คิดค่าขนส่งอย่างไร?

  • ค่าขนส่งกล้า

หากอยู่ในพื้นที่เป้าหมายรอบรัศมีจุดรับซื้อไม้ของบริษัทฯ ทางพนักงานจัดส่งให้ไม่มีค่าขนส่งครับ เป็นบริการของทางบริษัทฯ ส่วนนอกพื้นที่ ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของทางพนักงานกับลูกค้าครับ

  • ค่าขนส่งตัดไม้

หลักในการคิดค่าขนส่งคือ ไม้น้ำหนัก 1 ตัน วิ่ง 1 กิโลเมตร ค่าขนส่ง 1 บาท ก็จะสามารถคำนวณได้แล้วว่าค่าขนส่งไม้เท่าไหร่

14. ต้นกระดาษริดกิ่งไป เป็นอะไรมั้ย?

ไม่เป็นอะไรครับ โดยปกติแล้วต้นกระดาษจะริดกิ่งเองได้ในช่วงอายุ 1 ปีขึ้นไป แต่ถ้าอยู่ในช่วงเริ่มปลูก – 1 ปี ต้องการริดกิ่งเอง ให้ดูพื้นที่ของแปลงปลูกและฤดูกาล หากเป็นช่วงเดือนก.ย. ซึ่งฝนตกชุก ความชื้นในดินจะสูง ทรงพุ่มจะคลุมดิน อาจทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย ทำให้เกิดโรคใบใหม้ตามมา ดังนั้น การริดกิ่งหรือสางกิ่งด้วยตัวเอง ก็จะช่วยให้เกิดการระบาย ไม่สะสมความชื้นเอาไว้

15. มีศูนย์จำหน่ายกล้าและจุดรับซื้อไม้ที่ไหนบ้าง?

จะมีในโซนของภาคตะวันออก ภาคกลางและภาคอีสาน ซึ่งสามารถไปซื้อกล้าหรือขายไม้ได้ทุกๆ ที่ ใกล้ๆ บ้านท่านได้เลย หรือสามารถ inbox มาสอบถามในเพจต้นกระดาษ/LINE หรือสอบถามโดยตรงกับทางพนักงานในพื้นที่ก็ได้เช่นเดียวกัน

16. รับซื้อคืนมั้ย?

รับซื้อคืนแน่นอน!!! โดยจะรับซื้อในราคาตามท้องตลาด ณ ขณะนั้น

17. สนใจจะเป็นตัวแทนจำหน่าย ต้องทำยังไง?

สมัครโดยติดต่อทางโทรศัพท์โดยตรงกับทางพนักงานได้เลย หรือจะแจ้งมาทาง inbox ใน
เพจต้นกระดาษ/LINE ก็ได้ครับ จะมีการแนะนำและพูดคุยรายละเอียด ซึ่งการสมัครจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

18. ยอดต้นกล้า “แดง” หรือ “เขียว” เป็นอะไรมั้ย?

ไม่เป็นอะไรครับ ยอดต้นกล้าที่มีสีแตกต่างกัน เกิดจาก

  • ลักษณะประจำพันธุ์ของสายพันธุ์นั้นๆ
  • สภาพอากาศ เช่น ช่วงเวลาในฤดูฝน ท้องฟ้าปิด แดดไม่ค่อยออก ยอดต้นกล้าก็จะไม่ค่อยมีสีสันเท่าไหร่ สีซีดๆ หน่อย หากลักษณะประจำสายพันธุ์ที่ยังต้องมียอดแดงหรือยอดเขียวอยู่ ก็จะแดงหรือเขียวไม่เท่าตอนที่มีแดด


7 ขั้นตอน ใส่ขี้ไก่ในแปลงต้นกระดาษให้ได้ผล

ใส่ปุ๋ยขี้ไก่ให้ถูกวิธี

ในการปลูกพืชไม่ว่าชนิดใดก็ตาม ทุกคนก็ต้องการที่จะให้พืชของตนเองนั้นเจริญเติบโต แข็งแรง มีคุณภาพ ให้ผลผลิตที่ดี สามารถขายได้ในราคาที่คุ้มค่า ต้นกระดาษก็เช่นกัน เมื่อเกษตรกรปลูกแล้วก็ต้องการที่จะให้ไม้โตไว ขายได้ราคาดี ซึ่งจะเป็นอย่างนั้นได้ก็ด้วยการดูแลบำรุง มีเทคนิคในการใส่ปุ๋ยให้ถูกวิธีนั่นเอง

โรยขี้ไก่ในแปลงต้นกระดาษ

ขี้ไก่ ได้มาจากมูลของไก่ที่กินอาหารที่ประกอบไปด้วยเศษของรำ เมล็ดพืช แมลง โดยเปลี่ยนแปลงในระบบย่อยอาหารของไก่ เหลือเป็นกากของไก่สัตว์ขับถ่ายออกมา

ดังนั้น ในส่วนที่เป็นมูลไก่จึงอุดมไปด้วยธาตุอาหารชนิดต่างๆ รวมทั้งสารอินทรีย์ที่ละลายน้ำได้หลายชนิด ซึ่งเมื่อรวมกันเข้าก็จะมีองค์ประกอบที่สามารถใช้เป็นธาตุอาหารที่สมบูรณ์ของพืชได้ เหมาะกับพืชทั่วไป ไม้เหมาแปลง และแปลงวนเกษตร

ประโยชน์ของขี้ไก่

  • ทำให้ดินร่วนซุย ไม่จับตัวกันเป็นแผ่น
  • ธาตุอาหารในดินดี
  • ช่วยให้รากของพืชสะสมอาหาร ดูดไปใช้งานงานได้ง่าย
  • ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของดินเพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุในดิน
ขี้ไก่

วิธีใส่ขี้ไก่ให้ถูกวิธีและได้ผลดี

  1. การใส่ปุ๋ยมี 3 แบบ
    • ตอนเตรียมพื้นที่ (หลังผาล3 ก่อนผาล7)
    • ใส่รองก้นหลุมระหว่างปลูก
    • ใช้เครื่องโรย หรือเครื่องหว่านโรยในร่อง (ซ้าย-ขวา)
  2. ปริมาณการใส่ปีละครั้ง
    • ขั้นตอนการเตรียมพื้นที่ 1 ตัน/ไร่
    • แปลงที่มีต้นกระดาษแล้ว 1 ตัน/ไร่
  3. การโรยต้องสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง
  4. ห่างจากโคนต้นไม่ต่ำกว่า 50 ซม.
  5. หากแปลงไหนที่ยังไม่ได้ไถ ให้ไถกลบทันทีหลังจากโรยขี้ไก่เสร็จ
  6. เก็บกวาดบริเวณกองขี้ไก่ให้เรียบร้อย ไม่ให้มีขี้ไก่หลงเหลือ
  7. การใส่จะต้องไม่ทำให้ต้นกระดาษได้รับความเสียหาย

ข้อควรระวัง

  • ไม่ควรใส่ชิดโคนต้น เนื่องจากขี้ไก่มีความเค็มมากเกินไป อาจทำให้ใบแห้งได้ บริเวณกองขี้ไก่ควรให้ห่างต้นกระดาษ และแหล่งน้ำ
ข้อมูลอ้างอิง
http://www.mitrpholmodernfarm.com/news/2020/07/ประโยชน์ของปุ๋ยมูลสัตว์ต่อการเจริญเติบโตของพืช

โรคลมแดด ภัยร้อน ที่อาจเกิดขึ้นได้ในหน้าหนาว

ภัยร้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ในหน้าหนาว

สาเหตุ

  • โรคลมแดด เกิดจากภาวะที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวกับความร้อนได้
  • เกิดจากความร้อนจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว
  • เกิดจากการใช้กำลังอย่างหนัก จนร่างกายมีอุณหภูมิสูง

อาการ

  • อาการเริ่มต้น เวียนหัว -> ปวดหัว -> อ่อนแรง -> คลื่นไส้
  • อาการมากขึ้น สับสน -> พูดไม่ชัด ->กระสับกระส่าย -> เห็นภาพหลอน
  • รุนแรงมาก ชักเกร็ง -> โคม่า
  • อาการเด่นชัด ตัวร้อนมาก และมีสีผิวแดงกว่าปกติ

วิธีช่วยเหลือ

  • ลดอุณหภูมิภายในร่างกายของผู้ป่วย
  • ใช้น้ำพรมตามร่างกาย
  • ใช้พัดลมเป่าให้น้ำระเหย
  • ใช้ถุงน้ำแข็งประคบตามรักแร้ คอ หลังและขาหนีบ

วิธีเลี่ยง

  • ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอ น้ำช่วยทำให้อุณหภูมิในร่างกายเย็นลง
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือยาบางชนิดที่เพิ่มความร้อนให้ร่างกาย
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี ไม่รัดแน่นจนเกินไป

คำแนะนำ : หลีกเลี่ยงการใช้กำลังกายอย่างมากในช่วงที่มีอุณหภูมิร้อนจัด ควรเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น ช่วงเช้า หรือช่วงเย็น

วิธีใส่ปุ๋ยต้นกระดาษให้เห็นผล

วิธีใส่ปุ๋ยต้นกระดาษให้เห็นผล

เพราะว่า 1 ตันที่เพิ่มขึ้น คือเงินที่เพิ่มขึ้นในกระเป๋าของพี่น้องเกษตรกร การใส่ปุ๋ยต้นกระดาษอย่างถูกวิธี จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ

ต้นกระดาษ อายุ 1-3 เดือน

ใส่ปุ๋ยสูตร 16-8-8 ในปริมาณ 20-30 กรัม/ต้น – ไม้เล็ก ใส่ตัวหน้าสูง(N) จะทำให้ไม้สูง เจริญเติบโตดี ทรงพุ่มรัดเร็ว

เทคนิค ใส่ปุ๋ยให้ต้นกระดาษโตเท่ากัน หรือไล่เลี่ยกันทั้งแปลง

แนะนำเป็นพิเศษ เกษตรกรสามารถปรับปริมาณการใส่ปุ๋ย ตามขนาดของต้นกระดาษแต่ละต้นได้ โดยต้นกระดาษที่เล็กกว่าต้นอื่นๆ ในแปลง อาจต้องใส่ปุ๋ยในปริมาณที่มากขึ้น และใส่ปริมาณปุ๋ยลดลงสำหรับต้นที่โตกว่าต้นอื่น เพื่อให้ไม้ในแปลงโตสม่ำเสมอเท่าๆ กัน น้ำหนักไม้ดีใกล้เคียงกัน และมีประโยชน์ในแง่ของการจัดการแปลงที่ง่ายขึ้นมากอีกด้วย

ต้นกระดาษ อายุ 1-2 ปี

ใส่ปุ๋ยสูตร 16-8-8 หรือ 15-15-15 ก็ได้เช่นกัน – ไม้อายุระหว่าง 1 ถึง 2 ปี สามารถเลือกใส่ปุ๋ยได้ทั้งสองสูตร แต่หากไม้อายุมากกว่า 2 ปี ควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในปริมาณ 50 กรัมต่อต้น จะทำให้ไม้ได้น้ำหนักดีขึ้น ผลผลิตต่อไร่สูง

เทคนิค พื้นที่ปลูกที่มีการใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง
จะมีธาตุอาหารในดินลดลง เกษตรกรสามารถใส่ปุ๋ยในปริมาณที่มากถึง 100 กรัม/ต้น ได้เช่นกัน

เทคนิคการใส่ปุ๋ย

ไม่ควรหว่านลงบนดินทิ้งไว้เฉยๆ – ต้นไม้ไม่สามารถนำไปใช้ได้

มี 2 วิธี ที่แนะนำ คือ
1. ขุด ใส่ปุ๋ย กลบ
2. หว่านปุ๋ย ไถกลบ

แนะนำเป็นพิเศษ เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยในช่วงก่อนฝนตก เมื่อฝนตกปุ๋ยจะละลายซึมลงไปในดิน ง่ายต่อการดูดซึมและนำไปใช้ ช่วยให้ต้นกระดาษได้สารอาหารเต็มที่มากขึ้น

ใส่ปุ๋ยขี้ไก่ได้ไหม?

ใส่ปุ๋ยขี้ไก่ได้เช่นกัน โดยใช้ปริมาณ 3-4 ตันต่อไร่ ด้วยวิธีหว่านปุ๋ยตามร่อง และไถกลบ

ใส่กากมันสำปะหลังได้ไหม?

ใส่กากมันสำปะหลัง เปลือกล้าง กากแป้ง ได้เช่นกัน ในกากแป้ง มียีสต์ และไนโตรเจนสูง สามารถใส่เพื่อช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินได้

โดยใส่รองก้นหลุม 5-10 ตันต่อไร่ รองพื้นเพื่อปรับปรุงดินก่อนปลูก ใส่รองก้นหลุมและคลุกกับดินให้เข้ากันโดยใช้รถไถ สำหรับต้นกระดาษอายุ 6 เดือนขึ้นไป ให้ใส่กากมันตามแนวร่อง พร้อมกับไถพรวนเพื่อกำจัดวัชพืชไปด้วย

แนะนำเป็นพิเศษ สำหรับเกษตรกรที่อยู่ใกล้บริเวณโรงแป้ง โรงน้ำตาล โรงเอทานอล

เกษตรกรสามารถเลือกใช้ปุ๋ยได้ตามพื้นที่ และปรับปริมาณให้เหมาะสมต่ออายุของต้นกระดาษตามคำแนะนำข้างต้น ที่สำคัญ คือ ควรคำนึงถึงความสะดวกและง่ายต่อการจัดการแปลงด้วยนะครับ

วนเกษตร แก้ปัญหาซ้ำซากของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว

วนเกษตร แก้ปัญหาซ้ำซากของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว

การปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้ดินขาดแร่ธาตุชนิดเดียวกันซ้ำๆ มากเกินไป จนเป็นเหตุทำให้ดินเสื่อมโทรม การปลูกพืชแบบ วนเกษตร จะมีความหลากหลายของพืชในบริเวณพื้นที่ปลูก เกิดการหมุนเวียนแร่ธาตุ เกื้อกูลกัน ช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ให้แก่พื้นที่นั้นๆ

ข้อดี ของการปลูกพืชแบบวนเกษตร

  • ลดความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีความแปรปรวนในแต่ละปี
  • ลดความเสี่ยงจากความผันแปรของราคาผลผลิต
  • ลดการระบาดของโรค และแมลง พืชบางชนิดเป็นอาหารและที่อยู่อาศัยให้กับแมลงศัตรูธรรมชาติ จึงช่วยลดไม่ให้เกิดการระบาดกับพืชชนิดอื่น
  • ช่วยกระจายการใช้แรงงาน กระจายแรงงานไปตามกิจกรรมต่าง ๆ ของพืชแต่ละชนิดตลอดปี
  • ผลผลิตหลากหลาย สร้างยา สร้างอาหาร และไม้ใช้สอยในครัวเรือน เหลือแบ่งขายเป็นรายได้ เพิ่มรายได้ และกระจายรายได้ตลอดปี

ปลูกแบบไหนได้บ้าง?

แบบบ้านสวน

วนเกษตร แบบบ้านสวน

“แบบบ้านสวน” เป็นการปลูกไม้ยืนต้น ไม้ผล และพืชผักสวนครัว สมุนไพรในบริเวณสวนเดียวกัน โดยปลูกเป็นลำดับชั้น ตั้งแต่พืชที่มีหัวฝังดิน ไม้เลื้อย ไม้พันธุ์เตี้ย ไม้ระดับกลาง ไปจนถึงไม้ทรงสูง

แบบมีต้นไม้ แทรกตามไร่นา

วนเกษตร แบบมีต้นไม้แทรกตามไร่นา

“แบบที่มีต้นไม้แทรกตามไร่นา” เป็นการปลูกไม้ยืนต้นเสริมในแปลงไม้ผล ที่มีพื้นที่สูงต่ำ ไม่สม่ำเสมอ โดยปลูกแทรกบนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกไม้ผล เช่น ที่ดอน หรือที่ลุ่มน้ำขัง

แบบมีต้นไม้ ล้อม ไร่นา

วนเกษตร แบบมีต้นไม้ล้อมไร่นา

“วนเกษตรที่มีต้นไม้ล้อมไร่นา” เป็นการปลูกไม้ยืนต้นล้อมพื้นที่ปลูกไร่นาพืชผล เพื่อช่วยบังลม และลดความเสียหายจากลมพายุต่อพืชผล ในพื้นที่ที่มีพายุลมแรงสม่ำเสมอ

แบบมีแถบต้นไม้ และพืชผล สลับกัน

“แบบที่มีแถบต้นไม้และพืชผลสลับกัน” เป็นการปลูกไม้ยืนต้น 2-3 แถว สลับกับพืชผลเป็นช่วงๆ เหมาะกับพื้นที่ที่มีความลาดชัน น้ำไหลเซาะหน้าดิน โดยปลูกขวางความลาดชัน เพื่อช่วยรักษาหน้าดิน

แบบใช้พื้นที่หมุนเวียน ปลูกไม้ยืนต้น พืชผล และเลี้ยงสัตว์

“แบบใช้พื้นที่หมุนเวียน ปลูกไม้ยืนต้น พืชผล และเลี้ยงสัตว์” เป็นการปลูกไม้ยืนต้น ร่วมกับการเลี้ยงสัตว์ และปลูกพืชผลแบบหมุนเวียน เพื่อฟื้นฟูดินให้มีความอุดมสมบูรณ์

เลือกปลูกพืชตามสภาพพื้นที่ ในแต่ละท้องถิ่น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงเมื่อเกิดความเสียหายต่อพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง

จุดเริ่มต้นของสายพันธุ์คุณภาพดี ในแปลงแม่พันธุ์ PT911

ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ โดยเฉพาะถ้าต้องใช้เวลาคัดสรร เลือกเฟ้น บ่มเพาะคุณภาพ ให้ได้คุณสมบัติที่ตรงใจทุกฝ่าย วันนี้เราจะมาดูกันว่าต้นกระดาษสายพันธุ์ PT911 มีที่มาอย่างไรถึงได้มีคุณสมบัติต้องตาต้องใจเกษตรกรให้อยากได้จับจองกันไม่ขาดสาย

ก่อนหน้านี้เราได้พูดถึงต้นกระดาษพันธุ์ใหม่ที่ชื่อว่า PT911 ไปบ้างแล้วพอสมควร แต่ที่ยังไม่ทราบกันก็คือ เส้นทางหรือจุดเริ่มต้นในการพัฒนาสายพันธุ์นี้นั้น กว่าจะมาเป็นต้นกระดาษที่มีคุณภาพให้ทุกคนได้ไปปลูกกันเป็นอย่างไร ไปดูกันเลยครับ

แปลงแม่พันธุ์คุณภาพ

แม่พันธุ์ทุกต้นได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 100% ซึ่งได้รับการบำรุงด้วยสารอาหารที่ครบถ้วน ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุ จึงได้แม่พันธุ์ที่แข็งแรง สมบูรณ์และทนต่อโรค

  • ธาตุอาหารหลัก เป็นธาตุที่พืชต้องการมาก พบในเนื้อเยื่อพืช 0.8-4% โดยน้ำหนักแห้ง เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม
  • ธาตุอาหารรอง เป็นธาตุที่พืชต้องการมาก พบในเนื้อเยื่อพืช 0.2-4% โดยน้ำหนักแห้ง เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน
  • จุลธาตุ เป็นธาตุที่พืชต้องการน้อย พบในเนื้อเยื่อพืชน้อยกว่า 0.02% โดยน้ำหนักแห้ง เช่น เหล็ก สังกะสี ทองแดง แมงกานีส โมลิบดีนัม นิกเกิล คลอรีน โบรอน

คัดเลือกหน่อที่แข็งแรงโดยผู้เชี่ยวชาญ และทีมงานคุณภาพ

ต้นกล้าต้องได้อายุครบ 6 เดือน ด้วยคุณสมบัติที่เหมาะสม

  1. ต้องมีความยาวของหน่อ 8-14 ซม.
  2. ลักษณะคู่ใบต้องมีจำนวน 3 คู่ใบขึ้นไป
  3. ไม่มีโรค เช่น โรคใบจุดเหลี่ยม
  4. ไม่มีแมลง (ใบจะต้องไม่มีไข่หนอน)

ต้นกล้าที่อายุครบ 6 เดือน จะให้หน่อที่มีความสมบูรณ์ สามารถตัดเอาไปเพาะพันธุ์ขยายต่อได้อย่างแข็งแรง

ทีมงานจะเริ่มตัดหน่อตั้งแต่เช้าตรู่ในทุกๆวัน จากแปลงแม่พันธุ์จำนวนมาก โดยเว้นให้มีการเจริญเติบโตต่อเนื่อง ด้วยรอบตัด 4 เว้น 4 จึงทำให้ได้หน่อที่มีคุณภาพ ดูแลด้วยสภาพแวดล้อมและอุณหภูมิที่เหมาะสมจนได้ต้นกล้าที่สมบูรณ์พร้อมส่งถึงมือเกษตรกร