คุณสมบัติของปุ๋ยน้ำกากส่า

คุณสมบัติของ ปุ๋ยน้ำกากส่า

คุณสมบัติเด่น ของปุ๋ยน้ำกากส่า

คุณสมบัติของปุ๋ยน้ำกากส่า

  • เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์
  • ปรับสภาพดินให้มีความร่วนซุย เหมาะกับการเจริญเติบโตของพืช
  • ช่วยปรับสภาพดินที่เป็นด่าง ให้เหมาะสมกับการปลูกพืช
  • เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับพืช ทำให้พืชมีภูมิคุ้มกันต่อโรคแมลงต่างๆ
  • เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดินในช่วงฤดูแล้ง
  • ใช้ง่าย ปลอดภัย และไม่มีสารปนเปื้อน

 

วิธีใช้ และคำแนะนำ:  http://bit.ly/2M1dEAG
ติดต่อรับปุ๋ยน้ำกากส่า: https://line.me/R/ti/p/%40papertree

ปุ๋ยน้ำกากส่า เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน

ปุ๋ยน้ำกากส่าเพิ่มอินทรียวัตถุในดินช่วยให้พืชเจริญงอกงาม

เพิ่มอินทรียวัตถุในดินด้วย ปุ๋ยน้ำกากส่า

ปุ๋ยน้ำกากส่า – เป็นปุ๋ยที่ใช้เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน เพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์

ดินที่ใช้ปลูกพืชมาเป็นเวลานาน มักจะสูญเสียแร่ธาตุที่สำคัญลงไปตามกาลเวลา การเพิ่มอินทรียวัตถุลงไปจะเป็นการช่วยให้ดินอุดมสมบูรณ์ มีความพร้อมและเหมาะสำหรับการเพาะปลูกในครั้งถัดไป

ปุ๋ยน้ำกากส่า เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน

 

การเพิ่มอินทรียวัตถุมีหลายวิธี หนึ่งในวิธีที่ง่าย และสร้างความแข็งแรงให้กับพืช คือการใช้ปุ๋ยน้ำกากส่า นอกจากจะเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินแล้ว ยังปรับสภาพดินให้มีความร่วนซุย ปรับสภาพดินด่างให้เหมาะสมกับการปลูกพืช และสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดินในฤดูแล้งได้อีกด้วย

ปุ๋ยน้ำกากส่า หรือ ปุ๋ยน้ำวีนาส เป็นปุ๋ยที่ได้จากกระบวนการผลิตเอทานอล โดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ คือกากน้ำตาลและหมักด้วยยีสต์ ผ่านขั้นตอนและกระบวนการที่ทันสมัย ทำให้ได้ผลพลอยได้จากกระบวนการนี้ คือปุ๋ยน้ำกากส่า  ซึ่งปุ๋ยที่ได้จะอุดมไปด้วยธาตุอาหารแลอินทรียวัตถุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ต่างๆ มันสำปะหลัง ข้าว ข้าวโพด อ้อย พืชล้มลุก และผักต่างๆ รวมถึงไม้ดอกไม้ประดับ และยางพาราอีกด้วย ไม้ยืนต้น เช่นต้นกระดาษ ก็ใช้ได้ดีเช่นกัน รวมๆ แล้ว ปุ๋ยน้ำกากส่า สามารถใช้ได้ดีกับพืชทุกชนิด

ทั้งนี้ทั้งนั้น พืชแต่ละชนิดจะมีอัตราการใช้ปุ๋ยน้ำกากส่าที่แตกต่างกัน เราจึงควรใช้อย่างเหมาะสม ดังนี้ครับ

อัตราการใช้ปุ๋ยกากส่าในพืชแต่ละชนิด

ปุ๋ยน้ำกากส่าเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน

ต้นกระดาษ (เตรียมปลูกใหม่)
อัตราการใส่ : 5-20 ลบ.ม. (คิว) / ไร่
วิธีการใช้ : ราดลงดิน และไถกลบหมักก่อนปลูกอย่างน้อย 15-30 วัน

ต้นกระดาษ (อายุ 4 เดือนขึ้นไป)
อัตราการใส่ : 5-20 ลบ.ม. (คิว) / ไร่
วิธีการใช้ : ลากสายยางฉีดพ่นในแปลงปลูกและไถกลบเข้าโคนต้น

มันสำปะหลัง อ้อย (เตรียมปลูกใหม่)
อัตราการใส่ : 5-10 ลบ.ม. (คิว) / ไร่
วิธีการใช้ : ราดลงดิน และไถกลบหมักก่อนปลูกอย่างน้อย 15-30 วัน

 

ข้าวโพด (เตรียมปลูกใหม่)
อัตราการใส่ : 300-500 ลิตร / ไร่
วิธีการใช้ : ราดลงดิน และไถกลบก่อนปลูกอย่างน้อย 15 วัน

ข้าว (ก่อนปลูก)
อัตราการใส่ : 1 ลบ.ม. (คิว) / ไร่
วิธีการใช้ : ราดลงดิน และไถกลบก่อนเตรียมดินอย่างน้อย 30 วัน

ไม้ผล เช่น มะม่วง ขนุน พุทรา และผลไม้อื่นๆ
อัตราการใส่ : 100 ซีซี / น้ำ 5 ลิตร
วิธีการใช้ : ผสมน้ำแล้วฉีดพ่น หรือใส่บัวรดน้ำ รดให้ทั่วทุกๆ 7-10 วัน

ยางพารา
อัตราการใส่ : 3-5 ลบ.ม. (คิว) / ไร่
วิธีการใช้ : ราดห่างจากโคนต้นอย่างน้อย 1 ฟุต

ผัก และพืชล้มลุก เช่น พริก คะน้า มะเขือ
อัตราการใส่ : 100 ซีซี / น้ำ 5 ลิตร
วิธีการใช้ : รดน้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

ไม้ดอก ไม้ประดับ เช่น กล้วยไม้ มะลิ กุหลาบ
อัตราการใส่ : 100 ซีซี / น้ำ 5 ลิตร
วิธีการใช้ : ผสมน้ำแล้วฉีดพ่น หรือใส่บัวรดน้ำ รดให้ทั่วทุกๆ 7-10 วัน

* ปริมาณ 100 ซีซี เท่ากับ 1 ขวดกระทิงแดง
* พืชทุกชนิด เมื่อใส่ปุ๋ยน้ำกากส่าแล้ว ต้องมีการพรวนดินและให้น้ำแก่พืช

ปุ๋ยน้ำกากส่าเพิ่มอินทรียวัตถุในดินช่วยให้พืชเจริญงอกงาม

ข้อแนะนำสำหรับการใช้ปุ๋ยน้ำกากส่าเพื่อสิ่งแวดล้อม
1. ควรใช้ปุ๋ยน้ำกากส่าในอัตราส่วนที่แนะนำในปริมาณที่เหมาะสมกับสภาพดินและขนาดไร่ ไม่ควรใช้เกินปริมาณที่กำหนด
2. ควรใส่ปุ๋ยน้ำกากส่ากับดินแห้ง เพื่อลดการสูญเสียอันเกิดจากน้ำฝนชะหน้าดิน
3. ไม่ใช้ปุ๋ยน้ำกากส่าในช่วงฤดูฝน เพราะอาจเกิดการชะล้างไหลลงสู่แหล่งน้ำ
4. ห้ามปล่อยปุ๋ยน้ำกากส่าลงแหล่งน้ำโดยเด็ดขาด

การเก็บรักษาปุ๋ยน้ำกากส่า
ภาชนะและสถานที่เก็บรักษาต้องเหมาะสม ดังนี้
– ภาชนะที่ใช้เก็บต้องเป็นวัสดุที่ไม่ถูกกัดกร่อนได้ง่าย มีฝาปิดมิดชิด ป้องกันการรั่วซึม หรือน้ำเข้าออก
– การเก็บปุ๋ยน้ำกากส่า ต้องเหลือพื้นที่ในถังอย่างน้อย 10% ของพื้นที่ทั้งหมด และควรมีที่ระบายอากาศ
– สถานที่เก็บ ต้องอยู่ในบริเวณที่น้ำท่วมไม่ถึง และห่างจากแหล่งน้ำไม่น้อยกว่า 40 เมตร
– ระมัดระวัง ห้ามปล่อยน้ำที่เกิดจากการล้างทำความสะอาดภาชนะเก็บปุ๋ยน้ำกากส่าลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

ปุ๋ยน้ำกากส่า เป็นอินทรียวัตถุธรรมชาติ ที่ช่วยแก้ปัญหาดินให้สามารถปลูกพืชได้อย่างเหมาะสม ใช้ง่าย ปลอดภัย และไม่มีสารปนเปื้อน เมื่อเราใช้ได้อย่างถูกต้องในอัตราส่วนที่เหมาะสม สภาพดินจะอุดมสมบูรณ์ ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดีเลยทีเดียวครับ

ปลูกไม้ในหน้าแล้ง วิธีดูแลต้นกระดาษของคุณ

ปลูกไม้หน้าแล้ง

ปลูกไม้ในหน้าแล้ง ทำได้ไหม?

ปลูกไม้ในหน้าแล้ง ปลูกอย่างไร? – หน้าแล้งจะมีปริมาณน้ำฝนน้อยลง พืชพรรณส่วนใหญ่ที่ต้องการน้ำ จึงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะต้นกล้าเล็กๆ ที่เพิ่งเริ่มลงปลูก บางครั้งเราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องการจะเริ่มต้นปลูกเจ้าต้นเล็กๆ เหล่านี้ในหน้าแล้ง แล้วมันจะเป็นไปได้ไหมนะ ที่เราจะดูแลให้มันอยู่รอด โดยตั้งตัวได้อย่างแข็งแรง

ปลูกไม้ในหน้าแล้ง

ต้นไม้แต่ละชนิด มีความต้องการปริมาณน้ำ และความสามารถในการอยู่รอดแตกต่างกัน สำหรับต้นกระดาษ มีความพิเศษตรงที่เป็นพันธุ์ที่ถูกคัดเลือกและปรับปรุง เพื่อให้ได้คุณสมบัติโดดเด่น เหมาะสมกับการปลูกของเกษตรกรในทุกฤดู ต้นกล้าตั้งตัวได้เร็วเมื่อปลูกลงดินและมีความแข็งแรง

หากต้องการปลูกต้นกระดาษในช่วงหน้าแล้ง มีข้อแนะนำดังนี้ครับ
1. เมื่อขุดหลุมและนำต้นกล้าลงปลูก ให้ใช้ดินกลบปากหลุมและรดน้ำรอบขอบหลุม โดยให้ดินบริเวณปากหลุมอยู่ต่ำกว่าระดับดินรอบข้างเล็กน้อย
2. หาเศษฟางหรือหญ้าแห้งคลุมโคนต้นกล้าเพื่อรักษาความชื้น
3. ควรรดน้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะในช่วง 1-2 เดือนแรกหลังจากเริ่มปลูก

การปลูกต้นไม้ในหน้าแล้ง อาจจะต้องดูแลใส่ใจในเรื่องการรดน้ำให้เหมาะสม แต่เมื่อรากเริ่มเดินและตั้งตัวได้ ยืนหยัดอยู่จนถึงฤดูฝน ต้นกระดาษก็จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเลยล่ะครับ

พอเพียง เกษตรพอเพียง เริ่มต้นจากอะไร?

เศรษฐกิจ พอเพียง คือ ระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาตนเองได้

พอเพียง พึ่งพาตนเองคืออะไร คือการที่บุคคลนั้นๆดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวเองตามฐานะ ตามอัตภาพ ไม่เดือดร้อนตัวเองและผู้อื่น กิน อยู่ ใช้ ประมาณอย่างประมาณตน และหากเป็นการพึ่งพาตนเองในระดับชุมชน คือชุมชนนั้นสามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาปัจจัยอื่น มีความสามารถผลิตสินค้าและบริการที่จำเป็นภายในชุมชนนั้นๆ พึ่งพาอาศัยกันภายในชุมชนอย่างสามัคคี

ความพอเพียง เริ่มได้ที่ระดับจิตใจของเราเอง คือ มีจิตสำนึกที่ดี ทำให้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน และมองประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เมื่อส่วนย่อยระดับจิตใจของแต่ละบุคคลดีแล้ว ก็จะย่อมก่อให้เกิดการช่วยเหลือแบ่งปัน กลายเป็นสังคมที่เข้มแข็ง เมื่อเป็นชุมชนที่แข็งแรง ย่อมเป็นชุมชนที่มีคุณภาพ รู้จักการจัดการ การใช้ทรัพยากรหมุนเวียนอย่างคุ้มค่า ยั่งยืน ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอย่างสอดคล้อง และเหมาะสมกับภูมิปัญญา จากระดับเล็กๆ ต่อยอดไปถึงด้านเศรษฐกิจ

พอเพียงด้วยการปลูกพืชไว้ใช้ประโยชน์ในครัวเรือน
พอเพียงด้วยการปลูกพืชไว้ใช้ประโยชน์ในครัวเรือน
พอเพียง ด้วยการปลูกไม้ผลไว้กินเอง
ปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น
พอเพียงด้วยการจัดสรรพื้นที่กักเก็บน้ำ ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์
จัดสรรพื้นที่เพื่อกักเก็บน้ำ

หากอยากเริ่มต้นต้องทำอย่างไร?

เริ่มจากการตัดทอนค่าใช้จ่าย ลดความฟุ่มเฟือย ประหยัดในทิศทางที่ถูกต้อง ใช้เฉพาะที่จำเป็นเพื่อดำรงอยู่ได้ ไม่เดือดร้อนตนเอง ไม่พึ่งพิงเบียดเบียนเดือดร้อนผู้อื่น ทำสิ่งที่สุจริตยั่งยืน ทำมาหาได้ด้วยความเป็นธรรมทั้งเจตนา และการกระทำ

การนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับการเกษตร หรือที่เรียกว่า เกษตรพอเพียง ทำอย่างไร?

หลักใหญ่สำคัญคือ เลี้ยงตัวเองได้ มุ่งเน้นการปลูกพืชผลเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือนเป็นอันดับแรก เมื่อเหลือจากกินจากใช้ จึงส่งต่อเป็นการค้า โดยขั้นตอนทั้งหมดต้องทำด้วยหลักสำคัญที่สุดคือการลดค่าใช้จ่าย

เกษตรพอเพียง เริ่มต้นจากสิ่งที่เรามีอยู่
ให้เราเริ่มต้นด้วยความรู้ ความสามารถที่เรามีอยู่ แล้วค่อยๆขยายเรียนรู้ไปกับประสบการณ์ เรียนรู้ว่าสิ่งที่เราต้องการในการอุปโภคบริโภคคืออะไรบ้าง และในแต่ละฤดูกาลควรปลูกอะไร เพื่อให้เพียงพอและทันต่อความต้องการของครัวเรือน หรือใช้สิ่งที่มีอยู่ในฤดูกาลนั้นๆ สั่งสมประสบการณ์จากการลงมือทำจากสิ่งที่เรามีอยู่

มีการวางแผนการใช้พื้นที่ให้คุ้มค่า
เมื่อเรารู้สิ่งที่เราต้องการ และสิ่งที่เรามีอยู่ ต่อจากนั้นคือการวางแผนใช้สิ่งที่มีอยู่ให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ รู้สภาพพื้นที่ สภาพดิน และความเหมาะสมในการปลูก เพื่อให้พืชเจริญเติบโตได้ตามธรรมชาติสอดคล้องกับลักษณะของพื้นที่ ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา มีการวางแผนจัดการการใช้น้ำในพื้นที่อย่างคุ้มค่า ด้วยการแบ่งส่วนสำหรับจัดเก็บน้ำ และทิศทางการใช้น้ำในพื้นที่กับพืชแต่ละชนิด

ปลูกพืชหลายอย่างเพื่อกระจายความเสี่ยง
การปลูกพืชเชิงเดี่ยวมีความเสี่ยงในด้านราคาและยังส่งผลเสียต่อดิน ทำให้ดินขาดธาตุอาหาร ขาดความอุดมสมบูรณ์ ทางเลือกของการอยู่รอดอย่างยั่งยืน คือการเลือกปลูกพืชหลายชนิด หนึ่งคือ เพื่อมีกินมีใช้หลากหลายประโยชน์ ครอบคลุมการเป็นอยู่ของตนเอง ตั้งแต่ไม้ยืนต้น ไม้ล้มลุก รวมถึงพืชสมุนไพร สอง คือหากมีเหลือขายก็ยังมีพืชที่ได้ราคาดี หากพืชบางชนิดมีราคาตลาดตกต่ำ ณ ขณะนั้น สามสร้างรากฐานความยั่งยืน การปลูกพืชหลายชนิดเป็นการสร้างสมดุลต่อระบบนิเวศ สร้างความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ระยะยาว

ด้วยหลักการง่ายๆเบื้องต้นนี้ เริ่มต้นด้วยปรัชญาการมีอยู่มีกินอย่างพอเพียง รวมถึงการประยุกต์นำมาใช้ในการเกษตร เพื่อการทำเกษตรอย่างพอเพียง น้อมนำทำตามแนวพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 จะช่วยให้เราสามารถดำรงอยู่ด้วยความยั่งยืนและสุขสบาย ไม่เพียงแค่ตัวเราเอง แต่ยังรวมถึงคนรอบข้างและขยายเป็นสังคมที่มีคุณภาพในวงกว้างต่อไป

เทคนิค สำคัญแค่ไหน ทำไมเราต้องรู้?

เทคนิค ต่างๆ ที่นิยมหยิบยกขึ้นมาแนะนำกันในหลายๆ เรื่อง มีความสำคัญแค่ไหน สงสัยกันไหมครับว่า ทำไมเราต้องมีเทคนิค?

มาดูกันก่อนเลยครับ คำว่าเทคนิค มันหมายความว่ายังไงกันแน่นะ

เทคนิคคือ วิธีการในการปฏิบัติเฉพาะเรื่อง ที่เกิดจากความรู้ความชำนาญของผู้ที่ฝึกฝน สั่งสมประสบการณ์  จนทำให้เกิดความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ พอจะเห็นกันหรือยังครับ ว่า เทคนิค จริงๆ แล้วคืออะไร และพอจะเล็งเห็นไหมว่า หากเราไม่มีเทคนิค เราจะต้องไปเริ่มต้นใหม่ด้วยตัวเองเพื่อเรียนรู้สะสมประสบการณ์ มันต้องใช้เวลานาน กว่าจะตกผลึกและได้มันมาด้วยตัวเอง

ดังนั้น การที่เราจะเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง สิ่งที่ต้องทำคือ ศึกษา เรียนรู้่ และเก็บเกี่ยวเทคนิคต่างๆ จากผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เราปฏิบัติได้อย่างได้ผล ตามแนวทางที่มีผู้เคยปฏิบัติและได้ผลมาแล้ว มาถ่ายทอดสู่รุ่นถัดๆไป

การทำอาชีพทุกอาชีพ ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยเทคนิค เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและคุ้มค่า วันนี้เรามี เทคนิคง่ายๆ ในการเริ่มต้นปลูกต้นกระดาษ มาฝากกันครับ

1. การเว้นระยะปลูก

เทคนิคการเว้นระยะปลูกต้นกระดาษ
ระยะปลูกต้นกระดาษที่แนะนำ

2. วิธีปลูกต้นกระดาษ

เทคนิค การปลูกต้นกระดาษด้วย 4 ขั้นตอนง่ายๆ
ปลูกต้นกระดาษด้วย 4 ขั้นตอนง่ายๆ

3. วิธีดูแลต้นกระดาษ

เทคนิค การรดน้ำต้นกระดาษ ในช่วงฤดูฝน
การรดน้ำต้นกระดาษ ในช่วงฤดูฝน
เทคนิค การรดน้ำต้นกระดาษ ในช่วงฤดูแล้ง
การรดน้ำต้นกระดาษ ในช่วงฤดูแล้ง

4 .การให้ปุ๋ยต้นกระดาษ

เทคนิค การให้ปุ๋ยต้นกระดาษ ตั้งแต่ช่วงเริ่มปลูก
การให้ปุ๋ยต้นกระดาษ ตั้งแต่ช่วงเริ่มปลูก
เทคนิค การให้ปุ๋ยต้นกระดาษ อายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป
การให้ปุ๋ยต้นกระดาษ อายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป

5. เทคนิคการตัดไม้

เทคนิคการตัดไม้ เพื่อให้ได้หน่อที่สมบูรณ์
การตัดไม้ เพื่อให้ได้หน่อที่สมบูรณ์

6. การเลือกไว้หน่อ

เทคนิคการเลือกไว้หน่อ เพื่อให้ได้ต้นตรงสมบูรณ์
การเลือกไว้หน่อ เพื่อให้ได้ต้นตรงสมบูรณ์

7. เทคนิคการขายไม้

  • เทคนิคง่ายๆ ขายไม้ให้ได้ราคาดี – เพิ่มผลกำไร อยากขายไม้ให้ได้ราคาดี ลองทำตามนี้ดูครับ
    1. ไม้ต้องมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 นิ้วขึ้นไป
    2. ไม้มีความยาวตั้งแต่ 2 เมตรขึ้นไป
    3. หากมีไม้เล็ก จะต้องไม่เกิน 20%
    4. คัดแยกไม้มา ได้เงินเพิ่มครับ** อันนี้แนะนำ
    5. เลือกขายไม้กับบริษัทที่อำนวยความสะดวกในการตัดฟัน ช่วยลดภาระอันยุ่งยาก
    6. ติดต่อขายไม้ผ่านช่องทางออนไลน์สะดวก ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
  • ง่ายๆ 6 ข้อนี้ จะช่วยให้ขายไม้ได้ราคาดี และมีผลกำไรเพิ่มจากเดิมแน่นอนครับ

 

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีการ หรือเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการปลูกและดูแลต้นกระดาษตลอดจนถึงการเก็บเกี่ยว เพื่อช่วยชี้แนวทางให้เพื่อนๆ มือใหม่ได้นำไปประยุกต์ใช้กันครับผม 

ตั้งใจปลูกพืชเพื่อสร้างรายได้ แต่ทำไม ผลผลิต ต่ำ ?

ผลผลิต เป็นสิ่งที่เราคาดหวังในการทำการเกษตร..

ผมเชื่อว่า เมื่อเราตัดสินใจ ลงมือทำอะไรสักอย่าง เรามักคาดหวังผลที่จะได้รับ
บางท่าน เริ่มจากคาดการณ์ผลผลิตที่จะได้และคำนวณรายได้ไว้รอด้วยราคาตลาดขณะนั้น คำนวณได้เม็ดเงินสูง แรงจูงใจที่อยากจะปลูกก็มีมาก หักลบเงินลงทุนแล้วเป็นที่น่าพอใจ จึงลงมือปลูก

เมื่อเวลาผ่านไป ผลผลิตออกมาแล้วไม่เป็นดั่งใจหวัง ก็ทั้งๆที่คำนวณมาดีแล้ว น่าผิดหวังใช่ไหมครับ?

ผลผลิตดีพอหรือยัง?

 

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

หลายๆ คนใช้จำนวนเงินเป็นปัจจัยหลัก และปัจจัยเดียว ในการเริ่มต้นทำอะไรบางอย่าง จริงๆ แล้ว ในการจะลงมือทำสิ่งใดๆ ให้สำเร็จดังที่ตั้งใจ ประกอบด้วยปัจจัยหลายด้านครับ ผมเชื่อว่าทุกคนรู้ข้อนี้ดี แต่สู้แรงจูงใจของเม็ดเงินไม่ไหว จึงบู่มบ่ามทำลงไป แล้วเฝ้ารอฝันหวานถึงเม็ดเงินที่จะได้กลับมาในจำนวนที่มากกว่า

การที่ไม่ได้ผลผลิตอย่างที่หวังไว้ จึงเกิดคำถามขึ้นในใจ ก็ไหนว่าเค้าปลูกแล้วได้เงินกันมากมาย เราก็ตั้งใจปลูกดูแลอย่างดี ทำไมไม่ได้อย่างคนอื่นเขา?

ดึงคิ้วขมวดๆ กลับมาก่อนครับ มาค่อยๆ พิจารณากัน..

สิ่งสำคัญในการปลูกพืชก็คือ ดิน โดยส่วนใหญ่ต้องมีดินถูกไหมครับ? ดินมีหลากหลายชนิด มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปและ พืช ก็มีหลากหลาย แต่ละชนิด ก็ต้องการดินที่แตกต่างกัน โดยปกติแล้วเราต้องเลือกพืชที่เหมาะสมกับดินของเรา แน่นอนอยู่แล้วใช่ไหมครับ?

ก็เลือกถูกแล้วไง แต่ทำไมผลผลิตยังไม่ดี?

ในดิน มีดินชั้นบน และดินชั้นล่าง ซึ่งมีความลึกต่างกันในดินแต่ละชนิดแยกไปอีก ดินชั้นบน จะมีอินทรีย์วัตถุสะสมอยู่มาก และจะน้อยลงในชั้นดินที่ลึกลงไป
พืชแต่ละชนิดจะมีระบบรากที่แตกต่างกัน บางชนิดรากไม่ลึก หากินบนผิวดินตื้นๆ บางชนิดมีรากหยั่งลึก หากินในชั้นดินที่ลึกกว่า

อินทรีย์วัตถุมีแร่ธาตุที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช และแร่ธาตุเหล่านี้เป็นคุณสมบัติทางเคมี ที่แยกได้ยากด้วยตาเปล่า การตรวจสอบปริมาณธาตุในดิน เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยาก แต่หากเราทราบว่าดินของเรามีคุณสมบัติแบบไหน จะทำให้เราเลือกพืชมาปลูกในที่ของเราได้อย่างเหมาะสม พืชที่ปลูกจะเจริญเติบโตได้เต็มที่ และได้ผลผลิตเต็มประสิทธิภาพ

แต่หากเราปลูกพืชชนิดเดิมเป็นระยะเวลานาน แร่ธาตุในดินที่จำเป็นต่อพืชนั้นๆ ก็จะมีปริมาณลดลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นดินที่เสื่อมโทรม ให้ผลผลิตต่ำ และไม่สามารถสร้างผลผลิตได้ในที่สุด

แล้วต้องทำยังไง?

การทดแทนแร่ธาตุที่สูญเสียลงไปในดิน โดยการใส่ปุ๋ย ถือเป็นวิธีการหนึ่งที่ได้รับความนิยม ไม่ว่าจะจากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยเคมี ซึ่งก็ถือเป็นหนึ่งในต้นทุนที่ต้องจ่าย หากเราไม่สามารถผลิตเองได้ และปุ๋ยเคมีบางชนิดอาจส่งผลเสียต่อดินในระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในการปุ๋ยอย่างถูกวิธี และเหมาะสม

การปลูกไม้ยืนต้น ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทดแทนแร่ธาตุให้กับดินได้ เนื่องจากไม้ยืนต้นเป็นแหล่งผลิตอินทรีย์วัตถุ ช่วยรักษาความชื้นในดิน และคืนสมดุลให้กับระบบนิเวศ และไม้ยืนต้นบางชนิดสามารถปลูกร่วมกับพืชที่เรามีอยู่ได้ ปลูกแซมกับพืชในแปลง ตามคันนา หรือพื้นที่ว่างหัวไร่ปลายนา นอกจากประโยชน์ทางด้านสมดุลระบบนิเวศแล้ว ยังสามารถนำมาใช้สอยหรือค้าขายได้อีกด้วย

หากเราปลูกพืช และดูแลอย่างตั้งใจ แล้วยังได้ผลผลิตไม่เป็นที่น่าพอใจ ลองพิจารณาดูว่าดินที่เรามีอยู่รวมถึงแร่ธาตุในดิน ยังเหมาะสมกับชนิดของพืชที่เราปลูกไว้อยู่หรือเปล่า เราปลูกพืชชนิดนั้นมานานแค่ไหนแล้ว ลองสับเปลี่ยนหมุนเวียนชนิดพืช หรือหาวิธีคืนอินทรีย์วัตถุให้กับดิน ด้วยวิธีที่กล่าวมาข้างต้นดูครับ

และหากพิจารณาดูแล้วว่าดินที่มีอยู่ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชแล้ว เป็นที่แห้งแล้งเสื่อมโทรม มีปัญหาดินเค็ม ดินมีสภาพเป็นกรด การจะปรับปรุงสภาพดินทั้งในด้านโครงสร้างและแร่ธาตุในดินให้กลับมาพร้อมปลูกพืชอีกครั้งคงต้องใช้เวลาและงบประมาณไม่น้อยเลยทีเดียว ถ้าแบบนั้น เราเลือกไม้ยืนต้นที่ทนสภาพดินแบบนี้ได้มาปลูกทิ้งไว้จะดีกว่าครับ

เลือกสภาพดินให้เหมาะสมกับพืช หรือเลือกสภาพพืชที่เหมาะสมกับดิน มีผลต่อจำนวน และคุณภาพของผลผลิต และทั้งหมดนั่นหมายถึงรายได้ของคุณด้วยเช่นกัน


ตั้งใจปลูกพืช ได้ผลผลิตดี รายได้สูง ก็กำลังใจดีครับ
ขอให้ทุกท่านได้รับผลผลิตที่ดีกันถ้วนหน้านะครับผม ^^

สมาร์ทฟาร์ม คืออะไร ทำไมต้องสมาร์ทฟาร์ม?

สมาร์ทฟาร์ม – สมาร์ทฟาร์ม คืออะไร? ทำไมต้องสมาร์ทฟาร์ม?

” มันคงจะดี ถ้าเราควบคุมสภาวะอากาศได้
มันคงจะดีถ้าเราควบคุมปัจจัยทุกอย่างให้ได้ผลผลิตอย่างที่ใจเราต้องการ
ในยุคนี้ สิ่งเหล่านี้ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ “

สมาร์ทฟาร์ม

 

ก่อนหน้านี้เราพบอุปสรรคมากมายที่ควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะปัจจัยทางธรรมชาติ บางครั้งสร้างความเสียหายให้กับผลผลิตทางการเกษตร อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในขณะที่ความต้องการบริโภคสูงขึ้นตามประชากรที่เพิ่มมากขึ้น พื้นที่ในการทำการเกษตรที่สมบูรณ์กลับน้อยลง และแรงงานในภาคเกษตรลดลง เราจะทำอย่างไร เพื่อให้วิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นนี้ มีแนวโน้มที่จัดการได้

ในยุคที่เทคโนโลยี เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น และขยับเข้ามาสร้างความคุ้นเคยในทุกๆ ด้านของกิจกรรมมนุษย์ ไม่เว้นแม้แต่การเกษตร สิ่งที่เรากลัวว่าจะเกิดวิกฤตก็จะสามารถถูกจัดการได้ด้วยเทคโนโลยีเช่นกัน

เทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องกลอัจฉริยะ หรือหุ่นยนต์อัจฉริยะ ที่เข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ ปรากฎขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีความสามารถที่ชาญฉลาดขึ้นในทุกๆวัน ได้ถูกนำเข้ามาใช้กับกระบวนการผลิตทางการเกษตร เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับการทำเกษตร โดยการใช้ควบคู่กับระบบประมวลผลอัจฉริยะที่มีความแม่นยำสูงเข้ามาช่วยในการทำงาน เพื่อสร้างมาตรฐานควบคุมคุณภาพ ให้สามารถลดต้นทุนการผลิตทั้งในด้านแรงงาน ปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ รวมถึงสภาวะที่ควบคุมไม่ได้จากธรรมชาติ การเพาะปลูกนอกฤดูกาล และการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรที่มีมูลค่า เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภค

” เราจะสามารถควบคุมดูแลจัดการฟาร์มของตัวเองได้ตลอดเวลา ผ่านสมาร์ทโฟนคู่กายของเรา
นี่เป็นความง่าย และมีประสิทธิภาพในระยะยาว !
ใช่แล้วครับ สมาร์ทฟาร์ม! Smart Farming หรือการทำการเกษตรแบบอัจฉริยะ ! “

จริงๆ แล้ว Smart Farming จะครอบคลุมมากกว่าแค่กระบวนการผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มตั้งแต่การคัดเมล็ดพันธุ์ การปลูก การดูแลการเจริญเติบโต การเก็บเกี่ยว การเก็บรักษา รวมไปถึงการควบคุมจัดการ การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าแม่นยำทั้งระบบ และคำนึงถึึงการทำเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยต่อผู้บริโภค นอกจากนั้นแล้วยังครอบคลุมไปถึงการเตรียมการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และอาจจะใช้พลังงานทดแทน พลังงานสะอาด เช่นการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เข้ามาร่วมด้วย

ในด้านของเกษตรกรเอง ก็ต้องเตรียมตัวเข้าสู่การเป็น Smart Farmer คือ เริ่มจากมีความภาคภูมิใจในการเป็นเกษตรกร มีความรู้ครอบคลุมในการเกษตร โดยเฉพาะในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ มีความสามารถในการวิเคราะห์ถึงความต้องการของตลาด  และวางแผนจัดการเตรียมการผลิตให้สอดคล้องตามตลาด โดยคำนึงถึงข้อมูลรอบด้านเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการผลิต เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค สังคม รวมถึงสิ่งแวดล้อม

” ความต้องการสินค้าทางการเกษตรเพิ่มมากขึ้นครับ ไม่เฉพาะแค่ในไทย แต่รวมถึงภาพรวมทั่วโลก ที่มีแนวโน้มบริโภคผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มมากขึ้น และไม่ใช่แค่เพียงผลผลิตทั่วไป ความต้องการยังเฉพาะเจาะจงไปถึงผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ นั่นหมายถึง คุณภาพของตัวสินค้าเอง และคุณภาพในขั้นตอนการคัดเลือกการผลิต การเก็บเกี่ยว การกระจายสินค้าที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอีกด้วยนะครับ “

ความต้องการที่มีเพิ่มมากขึ้นเช่นนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ปริมาณ แต่มุ่งถึงคุณภาพเป็นสำคัญ ในขณะที่พื้นที่เพาะปลูกเรามีอยู่อย่างจำกัด และที่มีอยู่บางส่วนได้ถูกใช้งานจนเสื่อมสภาพ จากการไม่คำนึงถึงคุณภาพในขั้นตอนการผลิต ประชากรเพิ่มสูงขึ้น ความต้องการบริโภคมากขึ้น พื้นที่เพาะปลูกลดลง การทำการเกษตรด้วยวิธีเดิม จะไม่สามารถเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการได้ การทำเกษตรที่ไม่มีประสิทธิภาพ นอกจากจะทำผลผลิตได้ไม่เพียงพอแล้ว ยังมีการจัดการการใช้ทรัพยากรที่ไม่เหมาะสมอีกด้วย เช่น การใช้น้ำอย่างไม่คุ้มค่า การใช้ปุ๋ยหรือสารเคมีในปริมาณที่สูงเกินไป ส่งผลกระทบต่อดิน ดินเสีย ผลผลิตต่อไร่ในอนาคตก็ลดลงตามไปด้วย

สมาร์ทฟาร์ม

การทำสมาร์ทฟาร์ม จะช่วยให้เราควบคุมประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตได้ครับ เช่น การติดตั้งอุปกรณ์เซ็นเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิ วัดค่าความชื้น วัดความเป็นกรดด่าง วัดปริมาณแร่ธาตุในดิน วิเคราะห์ข้อมูลสภาพอากาศ แสง หรือการเจริญเติบโต การสำรวจวัชพืช ศัตรูพืช ในกรณีที่ไม่ได้ปลูกในโรงเรือน และส่งค่าไปแสดงผลแบบ Real Time ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อให้เกษตรกรเข้ามาจัดการต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยการสั่งงานจากสมาร์ทโฟน หรืออาจจะมีการนำไปวิเคราะห์ประมวลผลโดยเทคโนโลยี และแจ้งเตือนไปยังอุปกรณ์ที่ติดตั้งให้ทำงานโดยอัตโนมัติ เพื่อลดการทำงานของเกษตรกร

มีการเก็บข้อมูลทั้งหมดในรูปแบบของข้อมูลเชิงสถิติ เพื่อนำไปวิเคราะห์และติดตามผลได้ในภายหลัง เช่น พันธุ์พืชที่เราปลูก จริงๆ แล้วควรใช้พื้นที่แค่ไหน ใช้ปุ๋ยใช้น้ำจำนวนเท่าไรในการปลูกให้มีประสิทธิภาพที่สุด หรือในบางครั้งเราต้องมีการเก็บข้อมูลภาคสนาม โดยใช้ Application บนสมาร์ทโฟน ในการเก็บข้อมูล เช่น การถ่ายภาพเพื่อเก็บพิกัด เพื่อให้ได้ข้อมูลในรูปแบบของแผนที่ การบันทึกข้อมูลพันธุ์พืช เป็นต้น เพื่อที่ข้อมูลเหล่านั้นจะได้ถูกนำไปวิเคราะห์เชื่อมโยงกับข้อมูลอื่นๆ และนำมาใช้ในรูปแบบของเครื่องมือ ที่ใช้สำหรับการวางแผนในการทำงาน หรือควบคุมระบบการทำงานอัตโนมัติของฟาร์ม การวางระบบจัดการด้วยเครื่องมือเหล่านี้ จะช่วยลดการทำงานของคน ทั้งจำนวนคนและเวลา ลดพื้นที่ในการทำการเกษตร สร้างมูลค่า หรือแม้กระทั่ง สามารถใช้พื้นที่ ที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ เช่น ทะเลทราย ให้มีคุณลักษณะ หรือสิ่งแวดล้อม ที่สามารถนำมาทำการเกษตรได้ ด้วยการควบคุมสภาวะต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับการปลูกพืชนั้นๆ อยากจะเนรมิตตรงไหน ก็แทบจะทำได้ท้ังนั้นเลยทีเดียวครับ

” มาถึงตรงนี้แล้ว มันมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่จะนำมาใช้ หรือประยุกต์ใช้กับฟาร์มของเรา? ในตอนนี้ หลายๆที่ หลายๆหน่วยงาน ที่เป็นฟาร์มขนาดใหญ่ในเมืองไทยปรับตัวเข้าสู่สมาร์ทฟาร์มกันแล้วครับ รวมถึงฟาร์มเล็กๆที่นำมาปรับประยุกต์ใช้ก็มีให้เห็นกันแล้ว เพียงแต่ในช่วงแรกของการจัดระบบติดตั้งอย่างครบวงจรยังคงมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง เกษตรกรหลายท่านที่มีความสนใจ ถึึงกับต้องถอยหลังไปตั้งหลักกันอยู่พอสมควรเลยครับ  แต่ถ้าเรามองว่าเราอยากจะเริ่มต้นเพื่อให้ฟาร์มของเรามีประสิทธิภาพในระยะยาว การนำมาประยุกต์ใช้ทีละส่วน เพื่อทำความรู้จัก เรียนรู้ พิจารณา หรือการเฝ้ามอง ร่วมกันพัฒนา คิดค้น ต่อยอด เพื่อให้เข้าใกล้การเป็นเกษตรอัจฉริยะที่ค่าใช้จ่ายไม่สูง และเอื้อมถึงกันได้เป็นส่วนใหญ่  ก็เป็นสัญญาณที่ดีที่จะก้าวเข้าสู่ความมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนได้เช่นกันครับ “

อาชีพเกษตรกรรม เป็นอาชีพของคนไทยมาอย่างยาวนาน เกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ที่ปฏิบัติต่อกันมาก็เป็นอย่างที่เราเราเห็นกัน เกษตรกรหลายท่านยังไม่คุ้นเคยกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแบบใหม่ๆ การจะผันเกษตรกรรมของไทยให้เป็น Smart Farm อาจจะเริ่มต้นได้ด้วยเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่เข้าใจเทคโนโลยี เพื่อเป็นต้นแบบ และต่อยอดขยับขยายสู่เกษตรกรรุ่นอื่นๆ

สมาร์ทฟาร์ม แต่ละแห่งจะมีระบบควบคุมที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะฟาร์มที่มีอยู่ หรือที่ต้องการ บางแห่งอาจทำเป็นโรงเรือนปิดที่มีหลังคา มีการติดตั้งม่านพรางแสงจากธรรมชาติ ติดตั้งแสงเทียม เพื่อให้สามารถจัดการ ควบคุมปริมาณแสงได้ มีการติดตั้งระบบรดน้ำอัตโนมัติ โดยมีเครื่องมือวัดความชื้นของดิน อุณหภูมิ เพื่อควบคุมการให้น้ำ ให้ธาตุอาหาร มีการติดตั้งระบบระบายอากาศในโรงเรือน เพื่อควบคุมอุณหภูมิ โดยส่วนการควบคุมจากระบบคอมพิวเตอร์ที่มีทั้งแบบอัตโนมัติ และกึ่งอัตโนมัติ บางแห่งอาจทำเป็นโรงเรือนระบบเปิด ที่มีระบบปิด เพื่อป้องกันแมลงและศััตรูพืช ในเวลาทที่เหมาะสม โดยมีการติดตัั้งกล้องวงจรปิด เพื่อใช้ควบคุมจัดการแบบกึึ่งอัตโนมัติ

บางแห่งอาจจะมีการติดตั้งระบบปลูกพืชแนวตั้งแบบไฮโดรโปนิกส์ เพื่อประหยัดพื้นที่เพาะปลูก มีการควบคุมประสิทธิภาพในการให้น้ำ ให้อาหารแก่พืช อาจจะเป็นการติดตั้ังในที่กลางแจ้งโดยใช้แสงธรรมชาติ หรือใช้แสงเทียม ไฟแอลอีดีแบบพิเศษที่เหมาะสำหรับการปลูกพืชผัก ช่วยสำหรับการติดตั้งภายใน  ซึึ่งการใช้วิธีนี้ ก็สามารถทำให้มีผลผลิตได้ตลอดทั้งปีอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรอฤดูกาล ประหยัดการใช้พลังงาน ลดแรงงานคน และหากมีการจัดการระบบน้ำที่ดี ก็จะสามารถนำน้ำมาหมุนเวียนใช้ได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด การทำสวนแบบแนวตั้ง สามารถทำได้ทุกพื้นที่ ดังนั้นจึงสามารถทำได้ใกล้แหล่งชุมชน แหล่งตลาด ลดการขนส่ง ซึ่งช่วยให้ค่าใช้จ่ายในการกระจายสินค้าลดลง และยังช่วยลดมลพิษทางอากาศได้อีกทางหนึ่งด้วย

บางแห่งมีการใช้โดรน หรือ อากาศยานไร้คนขับ เข้ามาช่วยในการทำการเกษตร เช่น การพ่นปุ๋ย หรือสารเคมีทางการเกษตร ยาฆ่าแมลง การตรวจสภาพพืช และการตรวจดูวัชพืช หรือแม้กระทั่งการผสมเกสร การนำโดรนเข้ามาทดแทนแรงงานคนในงานส่วนที่มีความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพ เพื่อลดการดูดซับสารเคมีเข้าร่างกาย ถือเป็นเรื่องที่ควรตระหนักและให้ความสำคัญพอสมควร  และบางแห่งมีการใช้โดรนช่วยในการตรวจนับประมาณการณ์จำนวนผลผลิต เพื่อวางแผนจัดการการเก็บเกี่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้หุ่นยนต์อัจฉริยะเข้ามาช่วยในรูปแบบของสมาร์ทฟาร์ม หรือที่เรียกว่าหุ่นยนต์เพื่อการเกษตร Farming Robot เช่น หุ่นยนต์เก็บเกี่ยว ตัดหญ้า ตกแต่งทรงพุ่ม ดำต้นกล้าโดยหุ่นยนต์เหล่านี้จะทำงานที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะการใช้งาน มีทั้งที่เป็นหุ่นยนต์แบบขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติตามคำสั่ง หรือหุ่นยนต์ที่สามารถเรียนรู้ได้เองผ่านการมองเห็น โดยไม่ต้องรอคำสั่ง สามารถทำงานด้วยตัวเองได้ตลอด 24 ชั่วโมง

และยังมีอีกหลายแห่ง ที่ใช้อีกหลายวิธีการนอกเหนือจากที่กล่าวมาอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในต่างประเทศ ที่เค้าเริ่มต้นกันมาพอสมควรแล้ว ทั้งนี้เราสามารถเรียนรู้ได้อย่างไม่จบสิ้น จากการพัฒนาที่รวดเร็วต่อเนื่องของทุกๆส่วนทั่วโลก

” การทำสมาร์ทฟาร์ม เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้ครอบคลุมถี่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้เทคโนโลยี เครื่องมือ เครื่องจักรที่เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่ ท้องถิ่น การจัดการสภาพแวดล้อม และองค์ประกอบต่างๆ เพื่อให้เกิดความแม่นยำสูงและได้ผลอย่างจริงจัง รวมถึงตัวของเกษตรกรเองที่ต้องเรียนรู้และเข้าใจการทำงานของระบบ เพื่อให้มีการทำงานที่ประสาน สอดคล้อง ตั้งแต่การเก็บรวบรวมข้อมูล การประมวลผล การวัดผล สิ่งเหล่านี้หากแม่นยำ ถูกต้องชัดเจน จะก่อให้เกิดการต่อยอด และพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ จนระบบครบวงจรสมบูรณ์ได้ตรงตามจุดประสงค์ และสิ่งที่ต้องพิจารณาไม่แพ้กันเลยก็คือ ความคุ้มทุน เนื่องจากเครื่องมือเทคโนโลยีที่มีความละเอียดแม่นยำสูง ก็มักจะตามมาด้วยต้นทุนที่สูงลิบลิ่วเช่นกัน ดังนั้น เราจึงควรพิจารณาถึงความจำเป็นในการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับการใช้งานและคุ้มค่ามากที่สุดครับ “

 

 

“ที่รกร้างว่างเปล่า” ให้ประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด

แนวทางการใช้ประโยชน์จากที่รกร้างว่างเปล่า

ที่รกร้างว่างเปล่า หรือ พื้นที่ที่ไม่ได้ใช้สอย มักพบอยู่ทั่วไปโดยไม่ทันสังเกตุ หรือเราอาจจะมองข้ามไป พื้นที่เหล่านี้หากมองและพิจารณาดูดีดี บางพื้นที่ เป็นที่ที่เราสามารถเปลี่ยนมาใช้ประโยชน์จากมันได้มากพอสมควรอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณมีเรือกสวนไร่นา มักจะมีบริเวณ ขอบรั้วเขตแดน หรือพื้นที่บนคันนา ที่เรายังดึึงมาใช้ประโยชน์ให้มากขึ้นไปอีกได้ ย่อมดีกว่าการปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ อย่างแน่นอนครับ และที่น่าจับตามองที่สุด คือพื้นที่รกร้างว่างเปล่าจำนวนมาก ที่เร็วๆ นี้ รัฐบาลมีแนวทางจะจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม ตามอัตราที่เราเคยได้กล่าวถึงกันไปแล้วในบทความก่อน และในบทความนี้ เรามีเกษตรกรตัวอย่างที่เลือกใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาฝากกันครับ

มองเห็นประโยน์จาก ที่รกร้างว่างเปล่า หรือพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์
เกษตรกรตัวอย่างที่เลือกใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นครอบครัวที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้าน ปัจจุบันลุงสมชายสามารถล้างหนี้สินที่เคยมี และปลูกบ้านให้ภรรยาและลูกหลานพักอาศัยได้สำเร็จ

ที่รกร้างว่างเปล่า หรือ พื้นที่ที่ไม่ได้ใช้สอย ใครว่าไม่สำคัญ?

ลุงมีอาชีพรับจ้างขับรถขนส่งเครื่องมือเครื่องจักรกลให้กรมชลประทาน ใช้เวลาว่างจากการทำงาน ทำนาทำสวน เพื่อเป็นรายได้เสริมให้ครอบครัวจนสามารถตั้งตัวได้ บนพื้นที่นากว่า 40 ไร่ และพื้นที่บ้านอีก 10 ไร่ คุณลุงสมชายได้บริหารจัดการแบ่งสรรปันส่วนพื้นที่เพื่อปลูกพืชผลการเกษตร อาทิ ต้นมะพร้าว มะปราง กล้วย พริกสด มีบ่อเลี้ยงปลาดุก บนผิวน้ำก็ปลูกดอกบัว ซึ่งผักสวนครัวส่วนใหญ่ก็จะปลูกไว้กินเองภายในครอบครัว เมื่อเหลือก็นำไปขาย ต่อครั้งก็ได้ตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักหมื่นบาท

ด้วยความมานะอดทน ทั้งการทำงานประจำ และการใช้เวลาว่างทำนาข้าว รวมถึงปลูกพืชผลพืชสวนครัวไว้รอบบ้าน จนมีคนในหมู่บ้านแนะนำว่า บนคันนาที่ว่างสามารถปลูกต้นกระดาษ เป็นรายได้เสริมได้ คุณลุงสมชาย จึงได้นำมาปลูกในที่ว่างบนคันนา เพราะเห็นว่าเป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ ทั้งยังเป็นการเพิ่มความร่มรื่นให้กับแปลงนาได้อีกด้วย ครั้งหนึ่งเกิดน้ำท่วมหนักนาข้าวเสียหาหมด แต่ไม่น่าเชื่อว่าต้นกระดาษยังเหลืออยู่และสามารถเก็บขายให้บริษัทได้ ทำให้มีรายได้มาช่วยเหลือจุนเจือ และที่สำคัญต้นกระดาษก็ไม่ได้ทำให้ผลผลิตข้าวมีปัญหาเลย

“ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะสามารถใช้ประโยชน์จากคันนา จนกระทั่งเพื่อนบ้านชวนให้ปลูกต้นกระดาษบนคันนา ซึ่งเห็นว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร และยังเป็นการร่มรื่นให้กับแปลงนา พอถึงเวลา 3 ปี 5 ปี ก็ตัดไปขายได้รายได้เพิ่มเติมนอกจากการทำนา ตอนนี้ปลูกต้นกระดาษไว้แล้ว 1,750 ต้น ” คุณลุงสมชายกล่าว

ลุงสมชาย สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ด้วยการทำมาหากินแบบพอเพียง ไม่เป็นหนี้สิน ทั้งยังสามารถส่งลูกหลานเล่าเรียนจนจบ มีงานการที่ดีในท้องถิ่น ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปหางานในเมืองใหญ่ ทำให้ครอบครัวอยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่น พร้อมหน้าพร้อมตากัน

 “เพราะเดินตามรอยพระองค์ท่าน ลุงจึงมีวันนี้ได้”
ลุงสมชาย บุญปลั้ง เกษตรกรสมาชิกของดั๊บเบิ้ล เอ ที่ถูกคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรตัวอย่างที่ดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง

นี่เป็นเพียงตัวอย่างของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และหากเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนมากกว่านี้ เชื่อว่าหลายๆ ท่าน อาจมองเห็นแนวทางในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่เหล่านัั้นได้ชัดเจนขึ้น โอกาสมีมากมาย ขึ้นอยู่กับว่าเรามองหาและสร้างคุณค่าให้กับมันได้อย่างเหมาะสมแล้วหรือยังเท่านั้นเองครับ

รู้หรือไม่คุณต้องเสีย ภาษีที่ดิน เท่าไร ?

เศรษฐีที่ดิน ต้องเสีย ภาษีที่ดินมากแค่ไหน?

ภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง

การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่นี้ มีจุดมุ่งหมายช่วยลดความเลื่อมล้ำในสังคม เพิ่มการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น และคาดว่าจะช่วยลดการถือครองที่ดินเพื่อการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) เป็นผู้จัดเก็บภาษีโดยมีรัฐบาลเป็นผู้ดูแล เรามาดูกันครับ ว่าอัตราภาษีที่จัดเก็บเป็นอย่างไรบ้าง

1. ที่ดินเกษตรกรรม
กำหนดเพดานการจัดเก็บภาษีสูงสุดที่ 0.2%
2. บ้านพักอาศัย
กำหนดเพดานการจัดเก็บภาษีสูงสุดที่ 0.5%
3. ที่ดินเพื่อการพาณิชยกรรม
กำหนดเพดานการจัดเก็บภาษีสูงสุดที่ 2.0%
4. ที่ดินรกร้างว่างเปล่า
กำหนดเพดานการจัดเก็บภาษีสูงสุดที่ 5.0%

** มีผลบังคับใช้ประมาณ 1 ม.ค. 2562

เศรษฐีที่ดินต้อง เสียภาษีที่ดิน มากแค่ไหน?

เศรษฐีที่ดิน ต้องเสียภาษี มากแค่ไหน ?

หากเป็นที่ดินที่ไม่ทำประโยชน์ตามสภาพ
หรือทิ้งร้างว่างเปล่า เสียภาษีทันที 2%
และถ้า 3 ปีต่อจากนั้น ที่ดินยังคงไม่ได้ใช้ประโยชน์
จะถูกปรับขึ้นอีก 0.5% ทุกๆ 3 ปี
โดยมีเพดานสูงสุดที่ 5%

นั่นหมายความว่า..
หากมีที่ดินมูลค่า 1 ล้านบาท
จะเสียภาษี 20,000 บาท ในปีแรก
และหาก 3 ปีถัดมา ยังไม่ใช้ประโยชน์
ก็จะเสียภาษีอยู่ที่ 25,000 บาท
และสูงขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึง 50,000 บาทต่อปี !

แล้วถ้าเราเปลี่ยนมาทำเกษตรกรรมล่ะ ?
จะเสียภาษีเท่าไร ?

หากมีที่ดินมูลค่า 1 ล้านบาท
จะเสียภาษีเพียง 2,000 บาทต่อปี เท่าน้ันครับ !

ประหยัดไปเท่าไร ?
ประหยัด 18,000 บาทในปีแรก
ประหยัด 23,000 บาทใน 3 ปีถัดไป
และประหยัดสูงสุดถึง 48,000 บาทต่อปี !
ไม่น้อย! เลยใช่ไหมล่ะครับ

การลงทุนด้านเกษตรกรรม
กับไม้ปลูกง่าย โตไว ปล่อยให้โตตามธรรมชาติ
นอกจากจะลดภาระค่าภาษีจำนวนมากแล้ว
ยังก่อให้เกิดรายได้ในอนาคตอีกด้วยนะครับ

ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับความคุ้มค่าครับผม !

ยูคาลิปตัส แตกต่างจาก ต้นกระดาษ อย่างไร?

ยูคาลิปตัสกับต้นกระดาษต่างกันอย่างไร

ยูคาลิปตัส เป็นไม้ต่างประเทศถิ่นกำเนิดส่วนใหญ่อยู่ในทวีปออสเตรเลีย

ยูคาลิปตัส  มีมากกว่า 700 สายพันธุ์ย่อย ซึ่งมีคุณสมบัติ ข้อดี-ข้อด้อยแตกต่างกันออกไป เช่น บางสายพันธุ์เด่นเรื่องทนแล้ง,ทนโรคทนแมลง ขณะที่บางสายพันธุ์เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ฝนตกชุก อย่างไรก็ตาม มีเพียงประมาณ 1% ของสายพันธุ์ย่อยทั้งหมดเท่านั้นที่มีการนำมาปลูกเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรม

ยูคาลิปตัส กับ “ต้นกระดาษ” แตกต่างกันอย่างไร

ยูคาลิปตัส แตกต่างจาก ต้นกระดาษ อย่างไร

Q&A ชวนไขข้อสงสัย

ต้นกระดาษต่างจากยูคาลิปตััสอย่างไร
พิเศษ ดีกว่า และแตกต่างจากสายพันธุ์ดั้งเดิม

Q: ทำไมจึงเรียกว่า “ต้นกระดาษ” ไม่ใช่ยูคาลิปตัสหรือ

A:- เพราะได้มีการพัฒนาสายพันธ์ุจากแม่ไม้เดิมจนกลายมาเป็นกล้าไม้อีกหนึ่งประเภทที่มีคุณสมบัติพิเศษ ดีกว่าและแตกต่างจากสายพันธ์ุดั้งเดิม อาทิ ไม่มีรากแก้ว พุ่มใบน้อย มีน้ำมันในใบน้อย และยังปรับปรุงสายพันธ์ุให้เหมาะกับสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศของเมืองไทย

Q: ต้นกระดาษเหมือนหรือต่างจากต้นพลังงานอย่างไร

A:- ลักษณะทางกายภาพ รวมถึงข้อดีต่างๆ ของต้นกระดาษและต้นพลังงานนั้นเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ “ต้นพลังงาน” จะมีส่วนที่เป็นลิกนินซึ่งให้ค่าความร้อนสูง เหมาะกับการนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ามากกว่า ในขณะที่คุณสมบัติของ “ต้นกระดาษ” นั้น จะเน้นการให้ปริมาณเนื้อเยื่อ และคุณสมบัติของเยื่อที่เหมาะสำหรับการผลิตกระดาษ โดยต้นกระดาษ นั้น ให้ปริมาณเยื่อสูงถึง 30 ล้านไฟเบอร์ต่อกรัม ในขณะที่ค่าเฉลี่ยจากไม้โตเร็วประเภทอื่นๆ อยู่ที่ 13 ล้านไฟเบอร์ต่อกรัม

Q: ปลูกต้นกระดาษแล้วจะทำให้ดินเสีย ไม่สามารถปลูกพืชอื่นได้จริงหรือไม่?

A:- จากผลการวิจัยของนักวิชาการด้านป่าไม้พบว่าการปลูกต้นกระดาษร่วมกับพืชอื่น อาทิ ข้าวและมันสำปะหลัง พบว่านอกจากจะไม่ทำให้คุณสมบัติทางเคมีของดินเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง แต่กิ่ง ใบ และรากจากต้นกระดาษยังถูกย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยบำรุงดินได้อีกทาง อย่างไรก็ดี, การปลูกต้นกระดาษนั้น ไม่แตกต่างจากการปลูกพืชที่มีระยะเก็บเกี่ยวยาวชนิดอื่นๆ ที่เมื่อปลูกติดต่อกันเป็นเวลานานก็อาจจะทำาให้ดินเสื่อมคุณภาพลงไปบ้าง เพราะดูดซึมแต่แร่ธาตุอาหารชนิดเดิมๆ แต่เมื่อได้รับการปรับและบำรุงดินก็จะสามารถหมุนเวียนไปปลูกพืชชนิดอื่นได้ตามปกติ

Q: ใบของต้นกระดาษ ร่วงลงมาแล้วทำให้น้ำเน่า-ดินเสียจริงหรือไม่?

A:-ใบของต้นกระดาษได้ผ่านการปรับปรุงพันธ์ุให้มีน้ำมันในใบน้อย จึงง่ายต่อกระบวนการย่อยสลายตามธรรมชาติ โดยไม่ทำให้น้ำเน่าหรือดินเสีย

Q: ต้นกระดาษ ดูดน้ำมากกว่าพืชชนิดอื่นจริงหรือไม่ ?

A:- ถ้าเปรียบเทียบกับไม้โตเร็วด้วยกัน พบว่ามีการดูดน้ำใกล้เคียงกัน และจากการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้น้ำของไม้ 4 ชนิดคือ ไม้สนเขา ไม้พอพูลัส ไม้พยุง และไม้ต้นกระดาษ ยังพบว่าไม้สายพันธ์ุต้นกระดาษมีประสิทธิภาพการใช้น้ำดีทีี่สุด เนื่องจากใช้น้ำน้อยที่สุดในการสร้างมวลชีวภาพต่อกรัม นอกจากนีปริมาณน้ำที่ต้นไม้ดูดซับมาจะถูกใช้ในการสังเคราะห์แสงเพียง 1.6% เท่านั้น ที่เหลืออีก 98.4% ถูกคายออกคืนสูู่ชั้นบรรยากาศ

ยูคาลิปตัส แตกต่างจาก ต้นกระดาษ อย่างไร
การปลูกต้นกระดาษเสริมบนคันนา ช่วยให้ชาวนามีรายได้ 2 ทาง

Q: การปลูกต้นกระดาษบนคันนาส่งผลกระทบต่อนาข้าวจริงหรือไม่ ?

A:- จากผลการศึกษาวิจัยของนักวิชาการป่าไม้ เปรียบเทียบปริมาณผลผลิตข้าวในคันนาที่ปลูกต้นกระดาษและคันนาที่ไม่มีต้นกระดาษ โดยเก็บข้อมูลต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 4 ปี พบว่า ปริมาณข้าวที่ได้จากทั้ง 2 แปลงไม่มีความแตกต่างกัน และรากของต้นกระดาษบนคันนาก็ไม่มีผลกระทบต่อการเติบโตของข้าว ในทางตรงกันข้าม รากของต้นกระดาษบนคันนาที่ถูกตัดจากการไถพรวนเตรียมพื้นที่ปลูกข้าวกลับเพิ่มอินทรียวัตถุให้ดินอุดมสมบูรณ์ ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยในการปรับแต่งหน้าดิน

Q: ต้นกระดาษ สร้างประโยชน์อะไรให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมบ้าง ?

A:- การปลูกต้นกระดาษเสริมบนคันนา ช่วยให้ชาวนามีรายได้ 2 ทาง คือมีรายได้หลักจากผลผลิตข้าวและมีรายได้เสริมจากการปลูกต้นกระดาษ ต้นกระดาษช่วยตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ (ตัวการที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน) มาเก็บกักไว้ในเนื้อไม้ในรูปของคาร์บอน การปลูกต้นกระดาษบนคันนาจึงเป็นการช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ช่วยลดภาวะโลกร้อนด้วยการสร้างแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์แหล่งใหม่ให้กับโลก ทุกส่วนจากต้นกระดาษ ตั้งแต่ใบจนถึงรากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนอย่างคุ้มค่า โดยเนื้อไม้ถูกนำมาใช้ในการผลิตกระดาษ เปลือกไม้ เศษไม้ และแม้แต่ยางในเนื้อไม้ ได้ถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ส่วนใบและรากยังย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยบำรุงดินได้อีกด้วย