เปลี่ยนพื้นที่รกร้างว่างเปล่ามาปลูกต้นกระดาษ ต้องทำอะไรบ้าง?

เปลี่ยนพื้นที่รกร้างว่างเปล่ามาปลูกต้นกระดาษ

พื้นที่ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ด้วยสาเหตุต่างๆ ตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป ถือเป็นที่รกร้าง ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์ เรามาเริ่มต้นทำอะไรกับมันสักหน่อย แล้วปล่อยให้มันสร้างรายได้ ดีไหมครับ

ฟื้นฟูพื้นที่

การฟื้นฟูดินเป็นหัวใจสำคัญในการปลูกพืช ดินมี 4 องค์ประกอบ คือ เม็ดดิน น้ำ อากาศ และอินทรีย์วัตถุ ดินที่ดีนั้นควรมีความพรุน และมีช่องว่างให้น้ำและอากาศแทรกตัวอย่างพอเหมาะ มีความเป็นกรดเป็นด่างที่พอดี

ปรับปรุงดิน ด้วยราคาประหยัด

ปรับปรุงดินราคาประหยัด ด้วยวัสดุจากธรรมชาติ เช่น เปลือกถั่ว ฟางข้าว ใบไม้แห้ง ปุ๋ยอินทรีย์ต่างๆ อย่างปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด คือตัวเลือกชั้นดีที่หาได้ง่าย และราคาไม่แพง เพื่อช่วยเพิ่มช่องว่างในดินจะทำให้ดินโปร่งและร่วนซุยขึ้น ในบริเวณที่จะทำแปลงต้นไม้ หรือหลุมปลูกไม้ยืนต้น

เลือกต้นกล้าให้ถูกช่วง

สิ่งสำคัญต้องคำนึงถึงต้นทุนและมีการวางแผนปลูกในส่วนของราคาต้นกล้า ซึ่งจะมีราคาสำหรับหน้าแล้งและหน้าฝน โดยราคาต้นกระดาษหน้าแล้งจะราคาถูกกว่าช่วงหน้าฝน จึงควรวางแผนการจองต้นกล้าล่วงหน้าไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อลดต้นทุนกล้า (โดยต้นกระดาษ 1 ไร่ สามารถปลูกได้ประมาณ 350 ต้น ขึ้นกับระยะปลูก)

จัดการแปลงให้อยู่หมัด

การปลูก

  1. ในกรณีที่มีแรงงานอยู่แล้วหรือจะปลูกเอง ก็ไม่ต้องใช้ทุนอะไร
  2. ในกรณีที่ไม่มีแรงงานปลูก ค่าปลูก,ค่าวางแนว,ค่าขุดหลุม และค่ารดน้ำ สามารถจ้างผู้รับเหมาปลูกในราคาประมาณ 1000 บาท/ไร่ หรือหากจะจ้างผรม.ปลูกทำบางกิจกรรม แล้วทำเองบางกิจกรรมก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการปลูกลงได้

การดูแล

  1. เช่นเดียวกันกับการปลูกในกรณีที่มีแรงงานอยู่แล้วหรือจะดูแลเอง ก็ไม่ต้องใช้ทุนอะไร
  2. แต่ถ้าหากไม่มีคนดูแลต้นกระดาษ การจ้างผรม.ที่มีประสบการณ์ ให้เข้ามาจัดการดูแลก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เช่น ในส่วนของค่าทำแนวกันไฟ,ค่าปุ๋ยขี้ไก่,ค่าแรงใส่ปุ๋ยขี้ไก่,ถากหญ้าตลอดแนว,ค่าไถร่องกำจัดวัชพืช,ค่าไถแนวกันไฟ 1 รอย,ค่ายาและค่าแรงฉีดยา,ค่าริดกิ่งเพื่อฉีดยา,ค่าตัดเถาวัลย์,ค่าแต่งหน่อ,ค้ำไม้ล้ม และค่าบริหารจัดการ ในราคาประมาณ 2700 บาท/ไร่ หรือหากพิจารณาแล้วในบางกิจกรรมจะจ้างผรม. บางกิจกรรมจะดูแลทำเองก็ได้ ก็จะช่วยลดต้นทุนในการดูแลลงได้อีก

จัดการพื้นที่รกร้างว่างเปล่าเพียงแค่เริ่มต้น เมื่อลงมือแล้ว ที่เหลือ ปล่อยให้มันดำเนินไป รออีกทีไม้โตพร้อมตัดฟันได้เลยครับ

ต้นกระดาษ ตอ2: เลือกไว้ตออย่างไร ให้โดนใจเกษตรกร

วิธีเลือกและดูแลต้นกระดาษ ตอ2

ต้นกระดาษเมื่อตัดฟันรอบแรกไปแล้ว จะสามารถไว้หน่อในรอบถัดๆ ไปได้อีก เพื่อให้เราได้ผลผลิตต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อยๆ 9 ปี ทีนี้เรามาดูกันครับว่า ทำอย่างไร เราถึงจะได้ผลผลิตอย่างคุ้มค่า ผมมีวิธีมาฝากครับ

โดยปกติแล้ว ต้นกระดาษมักจะถูกตัดฟันเมื่อมีอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป เมื่อเราตัดฟันไปแล้ว หลังจากนั้นประมาณ 2 อาทิตย์ หน่อจะเริ่มแตกออกมา ตอหนึ่งๆ ก็จะมีหน่อแย่งกันขึ้นมาอยู่หลายหน่อ คราวนี้ เราจะทำอย่างไรต่อ กับหน่อที่แตกขึ้นมาเหล่านี้

ต้นกระดาษตอ 2

หากสังเกตุดีดีแล้ว เราจะพบว่า แต่ละหน่อจะแตกออกมาในตำแหน่งที่แตกต่างกันออกไป ส่วนใหญ่จะพบอยู่ 2 ตำแหน่ง คือ บริเวณใกล้ๆ รอยตัด และบริเวณโคนต้น

เราเรียกหน่อที่แตกอยู่ตรงบริเวณรอยตัดว่า “หน่อผิว” และหน่อที่แตกอยู่ตรงบริเวณโคนต้นว่า “หน่อโคน”

วิธีการเลือกหน่อ

  1. หากมีหน่อผิว แนะนำให้เลือกไว้หน่อผิว
  2. หากมีหน่อผิวน้อย ก็ให้เลือกไว้หน่อผิวเป็นอันดับแรก ที่เหลือจึงเลือกหน่อโคนได้
  3. แต่หากตอนั้นไม่มีหน่อผิวเลย ก็ให้ไว้หน่อโคนได้เลยครับ
  4. หากเป็นตอที่ไม่ใหญ่มาก แนะนำให้เลือกไว้อย่างต่ำ 2 หน่อนะครับผม

การดูแลไม้ตอ 2

กำจัดวัชพืช

ในระยะแรกเมื่อหน่อยังเล็ก ให้ดายวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้แสงอย่างเพียงพอ และเมื่อต้นสูงพ้นวัชพืชแล้ว ให้ดายวัชพืชรอบโคนต้นอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อไม่ให้ถูกแย่งธาตุอาหารในดิน

ทำแนวกันไฟ

เมื่อถึงหน้าแล้ง วัชพืชจะเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้เกิดการลุกไหม้ ดังนั้นการดูแลแปลงให้มีวัชพืชน้อยลง จะช่วยลดการเกิดไฟไหม้ในแปลงได้ โดยแนะนำให้ตัดวัชพืชให้สั้น ในบริเวณพื้นที่ระหว่างต้น ระหว่างแถว หรือทำแนวกันไฟ โดยถากวัชพืชออกให้ลึกถึงชั้นดินแท้

ตัดให้ถูกวิธี เลือกไว้หน่อให้ถูกต้อง และรู้จักวิธีดูแลอย่างเหมาะสม แค่นี้ก็
ช่วยให้เราได้ผลผลิตที่คุ้มค่ามากขึ้นแล้วครับ ลงทุนลงแรง ปลูกทั้งที ก็ต้องให้คุ้มค่าที่สุด จริงไหมครับ 🙂

เปรียบเทียบวิธีรื้อแปลงเปลี่ยนพืช เพื่อหาต้นทุนที่คุ้มกว่าในระยะยาว

เปรียบเทียบวิธีรื้อแปลงเปลี่ยนพืช

ส่วนใหญ่ชาวเกษตรจะกังวลกับการปรับเปลี่ยน หรือเปลี่ยนแปลงในการปลูกพืช เนื่องจากชินกับการทำแบบซ้ำๆ เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำประจำและควบคุมได้ การทำสิ่งเดิมซ้ำๆ ด้วยความชำนาญ ทำให้เรารู้ และควบคุมบางเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นได้ แต่ในระยะหลังๆ พืชบางชนิดมีความต้องการของตลาดลดลง ราคาตกต่ำ หากยังคงเฝ้ารอตลาดเพื่อให้ราคากลับมาอยู่ที่จุดเดิมหรือสูงกว่า ก็อาจจะเสี่ยงต่อความเสียหาย และไม่คุ้มทุนเกิดขึ้น

หากเปรียบเทียบดีๆ แล้ว อาจจะพบว่า การตัดสินใจเริ่มต้นเปลี่ยนแปลง เพื่อออกจากวังวนปัญหาเดิมๆ แล้วก้าวเข้าสู่ผลลัพธ์ใหม่ๆ สุดท้ายแล้ว อาจจะคุ้มค่ามากกว่า โดยเฉพาะหากเรารู้ เข้าใจ และเลือกใช้วิธีที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้เราก้าวสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

ทีนี้ เรามาลองดูกันว่า หากเราตัดสินใจจะรื้อแปลงแล้ว มีวิธีไหนให้เราเลือกใช้บ้าง

วิธีรื้อแปลงเพื่อเปลี่ยนพืช

1. การรื้อแปลงโดยใช้เครื่องมือ

  • พืชไร่ เช่น อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง หรือนาข้าว สามารถใช้รถไถ ไถพลิกหน้าดิน และไถพรวน เพื่อให้ดินมีความละเอียดพร้อมปลูก ทั้งค่าแรงและน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 250-350 บาท/ไร่ บางพื้นที่จากเดิมคิดเหมาเป็นไร่ มาเป็น คิดเฉพาะค่าแรง 200 บาท/ไร่
  • ส่วนน้ำมันใช้มากน้อยเท่าใด เกษตรกรเป็นผู้ออกค่าน้ำมันเองทั้งหมด ซึ่งปกติ 1 ไร่ จะใช้น้ำมันดีเซลสำหรับปรับดิน ประมาณ 2-3 ลิตร ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของการเตรียมดินและการตกลงราคา
  • พืชสวน ที่เป็นไม้ใหญ่ยากต่อการรื้อแปลง เช่น มะม่วง ยางพารา สามารถใช้รถแมคโคร รื้อต้นไม้แบบถอนรากถอนโคน โดยมี คชจ.ไร่ละ 2,000 บาท ค่าไถพรวนอีกประมาณ 800-1,500 บาท
  • ส่วนใหญ่ต้นไม้ใหญ่จะตัดขายก่อนค่อยรื้อ ตรงไหนถ้าเป็นป่าหญ้า ก็ใช้รถไถ ปรับเพื่อเตรียมดิน
  • หมายเหตุ ราคาขึ้นอยู่ตามพื้นที่อาจแตกต่างกันออกไป

2. การใช้สารเคมี

  • การใช้สารเคมี สำหรับไม้ใหญ่ให้ใช้ดอกสว่านใหญ่ เจาะบริเวณโคนต้น 10-15 รู เจาะให้ลึก แต่ไม่ทะลุ ผสมยาป้ายตอกับน้ำมันดีเซล อัตราส่วนเข้มข้น ยาป้ายตอ 1 ส่วน : ดีเซล 3 ส่วน ผสมให้เข้ากัน นำเศษผ้ามาจุ่มให้หมาด จากนั้นนำไปอุดตามรูที่เจาะไว้ หลังจากนั้น 4-7 วัน ต้นจะค่อยๆตายและให้ทำซ้ำต่อไปสัก 3-4 รอบ ต้นไม้ใหญ่จะค่อยๆ เหลือง และตายไปในที่สุด
  • หมายเหตุ ราคายาป้ายตอขึ้นอยู่กับยี่ห้อและปริมาณ

3. ใช้ภูมิปัญญา

  • ใช้ภูมิปัญญา สำหรับไม้ใหญ่ตัดต้นไม้ให้ติดดินมากที่สุด นำดินหรือแกลบเผา หรือแกลบดิบกลบตอและบริเวณโดยรอบให้มิด ไม่ให้เห็นตอโผ่ โดยความสูงจากตอประมาณ 15-20 ซม. หรือใช้ถุงดำคลุมตอแล้วขุดดินกลบรอบๆ โคน รัศมีประมาณ 20-30 ซม. ระยะเวลาขึ้นอยู่กับประเภทไม้ แต่ไม่นานตอไม้พุและตายเอง ยิ่งถ้าตอไหนมีปลวกเยอะยิ่งตายเร็ว และเป็นปุ๋ยบำรุงดินไม่มีสารพิษตกค้างอีกด้วย

นอกเหนือจากวิธีข้างต้น ยังมีวิธีที่เจ้าของแปลงไม่จำเป็นต้องเข้าไปจัดการเอง อย่างเช่น การติดต่อผู้รับเหมา หรือบริษัทที่มีการจัดการแบบครบวงจร โดยมีการตกลงไกล่เกลี่ยแปลงให้พร้อมปลูกพืชใหม่ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า และบางเจ้าอาจจะมีเสนอเรื่องการปลูก และบริหารจัดการแปลงให้เสร็จสรรพเรียบร้อย หรือแล้วแต่ตกลงตามรูปแบบเงื่อนไขที่เจ้าของแปลงต้องการ

หากต้องเผชิญ และพบเจอกับปัญหาเดิมๆ อยู่วนๆ ซ้ำๆ การมองหาวิธีใหม่ๆ และเลือกใช้วิธีที่เหมาะสม ก็อาจจะช่วยให้เราหาทางออกได้ไวขึ้นนะครับ

ต้นโตแค่ไหน ถึงจะขายได้?

รับซื้อไม้ ต้นกระดาษ ยูคาลิปตัส

หลายคนสงสัยว่า เราจะรู้ได้ยังไงว่าต้นกระดาษ ที่เราปลูกไว้ โตพอและพร้อมที่จะตัดขายได้แล้ว ต้องมีอายุเท่าไร ต้องครบตามอายุไหมถึงจะตัดขายได้ หรือหากมีขนาดที่เหมาะสม ก็สามารถตัดขายได้เลย ความสูงต้องประมาณไหน ถึงจะเหมาะสมแก่การขาย

เราปลูก และใช้เวลาในการดูแลมาเป็นปีๆ แน่นอนครับว่า เราย่อมมีคำถาม และความคาดหวังกับผลผลิต หรือรายได้ที่เราควรจะได้รับ ดังนั้นเรามาค่อยๆ ไล่เรียงเพื่อพิจารณากันไปทีละส่วนนะครับ

ปลูก 1 ไร่ จะได้ผลผลิตเท่าไร ?

ปลูกระยะไหนได้บ้าง แต่ละระยะได้ผลผลิตประมาณกี่ต้นต่อไร่ – โดยปกติผู้มีประสบการณ์มักจะแนะนำระยะปลูกที่เหมาะสม ไว้ดังนี้ครับ

ระหว่างต้น x ระหว่างแถว

  • 1.5 x 3 เมตร = 355 ต้น
  • 1.8 x 3 เมตร = 296 ต้น
  • 2 x 3 เมตร = 260 ต้น

ถ้าต้องการปลูกให้เต็มผืน เพื่อง่ายต่อการจัดการดูแลที่เหมาะสม ควรจะปลูกที่ระยะ 1.5 x 3 หรือ 2 x 3 เมตร ข้อดี ของการปลูกระยะ 2 x 3 เมตร คือ ต้นกระดาษเจริญเติบโตได้เต็มที่ และสามารถบริหารจัดการได้ง่ายกว่า

ส่วนข้อดี ของการปลูกระยะ 1.5 x 3 เมตร คือ ได้จำนวนต้นต่อไร่สูง และหากดูแลดี จะมีความเป็นไปได้ ที่จะได้ผลผลิตรวมต่อไร่ที่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับระยะอื่นที่มีอายุการปลูกเท่าๆ กัน อย่างไรก็ตามการเว้นระยะปลูก ควรพิจารณาถึงความสะดวกในการนำรถเข้าตัดฟันเมื่อถึงระยะเก็บเกี่ยวด้วยนะครับ

วิธีวัดการเจริญเติบโตของต้นไม้ ตามมาตรฐาน เพื่อประเมินผลผลิต

ต้นกระดาษ อายุเท่าไร ถึงจะตัดขายได้ ?

โดยปกติแล้วต้นกระดาษที่ปลูกไว้ ไม่ว่าจะบนแปลงหรือ บนคันนา ต้นที่มีขนาดเหมาะสม และพร้อมตัดฟัน จะมีอายุตั้งแต่ 3-5 ปีขึ้นไป แต่หากตรวจวัดแล้วพบว่ามีขนาดที่เหมาะสม ก็สามารถพิจารณาตัดขายได้เช่นกันครับ

ขนาดเท่าไร ถึงจะตัดขายได้ ?

เมื่อวัดด้วยสายวัดหรือตลับเมตรทาบไว้รอบลำต้นในระดับอก ควรจะมีเส้นรอบวงขนาด 35-40 เซนติเมตร และเพื่อให้ได้น้ำหนักไม้ที่มากขึ้น แนะนำให้มีขนาด 40 เซนติเมตรขึ้นไปครับ

ตัดฟันเมื่อไร ?

ต้นกระดาษ และ ต้นยูคาลิปตัส โดยส่วนใหญ่ มักจะแนะนำให้ตัดฟันในช่วงเริ่มต้นฤดูฝนที่ดินมีความชื้น เพื่อลดความเสียหายจากการโค่นล้มลงบนพื้นแห้งแข็งซึ่งอาจจะมีผลต่อราคาไม้ แต่อย่างไรก็ตามควรตรวจดูสภาพความชื้นและการยุบตัวของดิน เพื่อลดอุปสรรคในกระบวนการตัดฟัน โดยเฉพาะการนำรถเข้า-ออก ภายในแปลง

ตัดฟันแบบไหน ?

การปลูกต้นกระดาษ เป็นการลงทุนปลูกครั้งเดียว แต่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในระยะยาว เมื่อตัดเก็บเกี่ยวผลผลิตในรอบแรกไปแล้ว ต้นกระดาษจะแตกหนอขึ้นมาใหม่ ดังนั้นวิธีการตัดฟันที่คำนึงถึงประโยชน์ของการเจริญเติบโตของหน่อในรอบถัดไป จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลย วิธีที่แนะนำ คือ ควรใช้ใบเลื่อยตัดโดยให้ได้หน้าตัดที่มีผิวเรียบสม่ำเสมอ และเฉียงลงเล็กน้อย เพื่อระบายน้ำขังบนตอ จะช่วยลดการเน่าของหน่อใหม่ได้ดี และควรตัดให้สูงจากพื้นประมาณ 5-10 เซนติเมตร

เทคโนโลยีการเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยวแปลงไม้ต้นกระดาษ ไม้ยูคาลิปตัส หรือไม้ยืนต้นทั่วไป ด้วยรถ Harvester เป็นวิธีเก็บเกี่ยวที่ง่าย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ สำหรับต้นกระดาษการใช้รถ Harvester 1 คัน จะสามารถตัดไม้ได้มากถึง 60 ตันต่อวัน หรือเท่ากับ 5 ไร่ต่อวันนั่นเอง

ข้อดีของการใช้รถ Harvester นอกจากจะลดการใช้แรงงานคนแล้ว การตัดฟันของเครื่องจักรยังทำให้รักษาเนื้อไม้ที่ส่งผลต่อน้ำหนักได้เป็นอย่างดี สามารถตัดตอไม้ได้ชิดพื้น ตอต่ำ ผิวตัดเรียบ ตัดความยาวท่อนได้เท่ากันอย่างเป็นระเบียบ แยกลำต้นและพุ่มใบออกจากกันเป็นหมวดหมู่ ทำให้ง่ายต่อการจัดการลำเลียงท่อนไม้ขึ้นรถ สะดวกในการขนส่งไปยังแหล่งรับซื้อไม้

ด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพนี้ จะช่วยให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยตั้งแต่โคนยันปลาย

ไม้เข็มยูคา ลักษณะสำคัญเพื่อใช้ประโยชน์

ไม้เข็มยูคา

ไม้เข็มยูคา มักนิยมนำไปใช้ในงานก่อสร้าง ด้วยลักษณะที่เป็นไม้เนื้อแข็ง มีความแข็งแรงทนทาน ทนแดด ทนฝนระดับหนึ่ง สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ปัจจุบันมีการขายและนำมาใช้งานอย่างแพร่หลาย

ไม้ยูคา

ลักษณะของไม้เข็ม

  • ลำต้นตั้งแต่โคนถึงปลายตรง สวย
  • ขนาดของโคนและปลายไม้มีขนาดใกล้เคียงกัน
  • ตัดหน้าตรงเรียบ
  • ไม้ไม่มีปลวก
  • ริดกิ่งชิดลำต้น
  • ลำต้นไม้ไม่กลวง

ขนาดของไม้เข็ม

  1. ไม้เข็มเล็ก มี 5 ขนาด
    คือ 1 นิ้ว, 1.5 นิ้ว, 2 นิ้ว, 2.5 นิ้ว และ 3 นิ้ว ความยาว 3 เมตร
  2. ไม้เข็มใหญ่ มี 2 ขนาด
    คือ 4 นิ้ว และ 6 นิ้ว ความยาว 6 เมตร
ไม้เข็มยูคา

ไม้เข็มยูคาในงานก่อสร้าง
ด้วยคุณสมบัติของไม้เข็มยูคา จึงทำให้นิยมใช้ในงานก่อสร้างกันอย่างแพร่หลาย เช่น สร้างแคมป์คนงาน ที่พักอาศัยชั่วคราว ทำนั่งร้าน ทำเสาเข็มใต้ดิน ทำเขื่อนเข็มไม้กันดินสไลด์ ทำไม้ตีล๊อคแบบเทคาน ตีล๊อคเเบบเสา งานทำรั้วม่านบังตาในงานก่อสร้าง หรือใช้รองปั้นจั่น

ไม้เข็มยูคาในงานเกษตรกรรม
ใช้ในงานเกษตรก็ได้ ทำเป็นไม้ค้ำยัน ทำคอกสัตว์ รั้วต่างๆ ทำค้างปลูกผัก ทำเสาค้ำยันในไม้ล้อม ทำเสาโรงรถ

หรือทำป้ายโฆษณาก็ยังได้ นำไปทำคานป้ายโฆษณา ทำสมอบกยึดป้ายตามริมถนน โครงป้ายโฆษณา ที่เห็นกันทั่วไปตามไหล่ทาง นอกเหนือจากประโยชน์ในด้านต่างๆ ข้างต้น ไม้ยูคา สามารถนำมาใช้เป็นไม้เชื้อเพลิง เป็นฟืน หรือเผาถ่านได้ ซึ่งถ่านที่ได้จากไม้ยูคา ถือเป็นถ่านที่มีคุณภาพดี ไม่มีควัน และให้ความร้อนสูง

“พื้นที่เปล่า ปลูกไม้ไว้ดี สร้างร่มเงา ลดโลกร้อน ใช้ประโยชน์ได้”

ต้นยูคาลิปตัส ใช้ทำอะไรได้บ้าง?

ต้นยูคาลิปตัส ใช้ทำอะไรได้บ้าง
ต้นยูคาลิปตัส ที่ปลูกเป็นทิวแถวตาม สวน ไร่ นา หรือแม้กระทั่งปลูกบนพื้นที่ผืนใหญ่ๆ เป็นป่า ไม้ยืนต้น มองไปดูเขียวสบายตา

หากลองขับรถไปตามแถบภาคตะวันออก สิ่งที่เห็นได้ไม่ยากระหว่างทาง คือ ต้นยูคาลิปตัส ที่ปลูกเป็นทิวแถวตาม สวน ไร่ นา หรือแม้กระทั่งปลูกบนพื้นที่ผืนใหญ่ๆ เป็นป่า ไม้ยืนต้น มองไปดูเขียวสบายตา ลมพัดยอดพลิ้วไหวชวนรื่นรมย์อยู่ไม่น้อย

พลางเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า ไม้ยูคาลิปตัส เหล่านี้ ทำไมถึงถูกเลือกมาปลูกกันอย่างแพร่หลาย จนเห็นได้แม้กระทั่ง บนคันนา หรือตามเขตรั้ว ริมคลอง

เขา ปลูกยูคาลิปตัส เอาไปทำอะไรกันมากมายขนาดนี้นะ?

ยูคาลิปตัส เป็น ไม้ยืนต้นโตเร็ว ที่ปลูกได้แทบจะทุกสภาพพื้นที่ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ในระยะเวลาอันสั้น เป็นไม้เนื้อแข็งที่ใช้งานได้หลากหลาย นั่นคงเป็นเหตุผลที่คนนิยมปลูกเพื่อนำมาใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ตนต้องการ

ไม้ยูคาลิปตัส ที่เป็นไม้ขนาดเล็กหรือกิ่งก้านของ ต้นยูคา สามารถนำมาใช้เป็นฟืนหรือเผาถ่านได้ ถ่านที่ได้จาก ไม้ยูคา เป็นถ่านคุณภาพดี ให้ความร้อนสูง ไม่มีควัน ฟังดูแล้วช่างน่าสนใจจริงๆ สำหรับคนที่นิยมกินปิ้งย่าง 🙂

ขยับมาอีกหน่อยที่ ไม้ยูคา อายุ 2-3 ปี นี่ก็เริ่มตัดฟันมาใช้ประโยชน์ได้บ้างแล้ว ถ้าขับรถไปเรื่อยๆ จะมีป้ายประกาศ รับซื้อไม้ยูคา ขายไม้ยูคา ไม้เสายูคา ไม้เข็มยูคา มีให้เห็นประปรายตามข้างทาง

ถ้าลองไปหาข้อมูลดูแล้ว ไม้ยูคา แต่ละขนาด หรือแต่ละช่วงอายุ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างได้ตั้งแต่เริ่มต้นสร้างแคมป์คนงาน นั่งร้าน ยันงานขึ้นแบบ ลงเสากันเลยทีเดียว เขาถึงปลูกกันเป็นแปลงๆ ปลูกยูคา 1 ไร่ ได้หลายร้อยต้น ขึ้นกับว่าจะปลูกเพื่อขายไปใช้ประโยชน์อะไร ก็เว้นระยะห่างให้ไม้ได้โตตามนั้น

ไล่เรียงไป นี่แค่ประโยชน์ที่ทราบกันดีในเบื้องต้น ยังไม่รวมถึงการใช้งานทางการเกษตรของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการนำมาทำโรงเรือน คอกสัตว์ ไม้ค้ำยัน ไม้ค้างปลูกผัก ที่เห็นทำเสาป้ายโฆษณาริมถนนก็มีเยอะแยะไป ส่งเข้าโรงงานทำกระดาษก็มีไม่น้อย

นับๆ ดูแล้ว ปลูก 1 ที ก็คุ้มกันไปหลายปี ไม่รีบใช้ประโยชน์อันใดก็เก็บเป็น ป่าเศรษฐกิจ ไป ได้พื้นที่สีเขียวช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้อีกจำนวนหนึ่ง

ยูคาลิปตัส เป็นทิวแถว สลับกับแสงแดดยามเย็นที่ทอดตัวลงมาทาบกับพื้นถนน ถ้ามองไม่เห็นประโยชน์อันใด อย่างน้อย มันก็สร้างทิวทัศน์อันสวยงามระหว่างการเดินทาง

แต่เชื่อเถอะว่าสำหรับพื้นที่ที่มีการปลูกให้เห็นทุกระยะ จนเกิดการตั้งคำถามขึ้นในใจของผู้ที่ผ่านมา เป็นคำตอบได้อย่างดีว่าประโยชน์ของ ต้นยูคาลิปตัส คุ้มค่ากับการปลูกอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

สิ่งสำคัญ คือ คัดเลือกสิ่งที่ดี

ต้นกระดาษ
ต้นกระดาษ

“เราเฟ้นหาต้นกระดาษสายพันธุ์ที่เหมาะสมเพื่อพี่น้องเกษตรกรไทย ต้นต้องแข็งแรง ปลูกง่าย เหมาะกับสภาพพื้นดิน ทนต่อโรค โตไว และง่ายต่อการเก็บเกี่ยว จนค้นพบ ต้นกระดาษสายพันธุ์ที่ให้ครบทุกคุณสมบัติที่ต้องการ และให้ผลผลิตเกินคาด”


เนื้อเยื่อดี
“กล้าเนื้อเยื่อมีคุณสมบัติดี โตสม่ำเสมอ ลำต้นสูง ตรง โปร่งเบา”

ปลูกร่วมกับพืชอื่นได้
“ใบน้อย กิ่งน้อย ริดกิ่งได้เอง ไม่บังแสงแดด ของพืชอื่น น้ำมันในใบน้อย ย่อยสลายง่าย ลดผลกระทบต่อดินและน้ำ” “ทรงพุ่มโปร่ง ลดการบังแสงพืชอื่น”

แตกหน่อดี
“มีระบบรากพิเศษ ทำให้กำจัดตอได้ง่าย เปอร์เซ็นต์การแตกหน่อดี”

โตเสมอกันทุกต้น
“ต้นกระดาษ ต้นสวยโตเสมอกันทุกต้น สูงโปร่ง โตไว น้ำหนักดี ไม่มีรากแก้ว”

“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราได้ค้นหา คัดเลือก สายพันธุ์ต้นกระดาษที่เหมาะสมกับภูมิประเทศ ภูมิอากาศของไทย เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุด และในวันนี้ต้นกระดาษสายพันธุ์ที่ทุกคนต้องการ พร้อมที่จะจัดส่งถึงมือเกษตรกรทุกท่านแล้วครับ…”

เกษตรพอเพียง การพัฒนาดินด้วยไส้เดือน

เกษตรพอเพียง พัฒนาดินด้วยไส้เดือน

เกษตรพอเพียง พัฒนาดินด้วยไส้เดือน

สิ่งที่สำคัญในการวางแผนทำ เกษตรพอเพียง คือ ดิน เนื่องจากในดิน มีธาตุอาหารที่สำคัญในการเจริญเติบโตของพืช ดังนั้นเรื่องของโครงสร้างดิน จึงค่อนข้างมีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงให้ดินมีแร่ธาตุอยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นการเติมอินทรีย์วัตถุต่างๆ เช่นการปลูกพืชคลุมดิน การใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก จากมูลสัตว์ และการเติมสิ่งมีชีวิตเข้าไปช่วยปรับโครงสร้างของดิน เช่น ไส้เดือนดิน เป็นต้น

ไส้เดือนดิน ช่วยปรับโครงสร้างของดินได้อย่างไร?

ไส้เดือนเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในดิน โดยเฉพาะดินที่มีอินทรีย์วัตถุสะสมอยู่มาก และมีความชุ่มชื้น พวกมันขุดรูภายในดิน กินจุลินทรีย์และอินทรีย์วัตถุ และถ่ายออกมาเป็นมูล ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้โครงสร้างดินดี และมีความสมบูรณ์ของแร่ธาตุต่างๆที่จำเป็นต่อพืช การขุดรูภายในดิน ทำให้โครงสร้างดินมีความร่วนซุย ระบายน้ำ ระบายอากาศได้ดี

มูลของไส้เดือน เป็นปุ๋ยหมักที่ได้จากกระบวนการผลิต และย่อยสลายของไส้เดือน ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในการปรับโครงสร้างดิน โดยใส่มูลไส้เดือนลงไปในดิน และคลุมด้วยหญ้าแห้ง ฟางข้าว หรือเศษไม้ต่างๆ จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม

ในหลักของเกษตรพอเพียง ผสมผสาน การพัฒนาดินด้วยไส้เดือนเป็นสิ่งหนึ่งในการช่วยปรับปรุงสภาพดินให้เหมาะสมกับการเพาะปลูก เพิ่มแบคทีเรีย จุลินทรีย์ และเชื้อราที่เป็นตัวเร่งในการย่อยสลาย ทำให้เกิดปุ๋ยหมัก ดูดซับแร่ธาตุ และลดสารพิษในดินอย่างสมดุล สอดคล้องกับการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุด รักษาสิ่งแวดล้อม และอนุรักษ์ทรัพยากรดิน

การพัฒนาดินด้วยไส้เดือน ถือเป็นแนวทางในการทำเกษตรพอเพียงอย่างแท้จริง เป็นการพึ่งพาตัวเองจากสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ใช้ต้นทุนให้น้อยที่สุด และได้ผลผลิตที่คุ้มค่าที่สุดเช่นกัน

ป้องกันไฟป่า ด้วย 3 วิธี ง่ายๆ

ผลผลิตที่ฟูมฟักมายาวนานจะพังพินาศเพียงพริบตาไม่ได้นะครับ

หลายท่านมีการทำเกษตรกรรม ที่ใช้เวลาปลูกมาหลายปี มีความคาดหวังกับผลผลิตและรายได้ที่จะมาจุนเจือครอบครัวและการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต คงไม่อยากมารับมือกับความเสียหายที่เกิดขึ้นแน่ๆ จริงไหมครับ เรามาดูกันครับว่าเราจะ ป้องกันไฟป่า ได้อย่างไรบ้าง

ป้องกันไฟป่า –เหตุที่คาดไม่ถึง ที่เราต้องคาดให้ถึง

ฝนทิ้งช่วง เราต้องระวังอะไรเป็นพิเศษ?
ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนของทุกปี เป็นสภาวะฝนทิ้งช่วงครับ ทำให้ความชุ่นชื้นลดลง ความแห้งแล้งสูง เป็นสาเหตุสำคัญที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ป่า โดยที่เราไม่อาจคาดเดาได้ว่ามันจะมาเยือนเราเมื่อไร

ฝนทิ้งช่วง

  • ช่วงเดือน มีนาคม ถึง เมษายน
  • ความแห้งแล้งสูง
  • เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ป่า

สิ่งที่เราต้องคาดให้ถึง คืออะไร?
เราต้องรู้จักกับไฟที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราต้องระวังกันก่อนครับ สิ่งที่น่ากลัว คือ การลุกลามเป็นวงกว้าง ที่ทำให้ยากต่อการควบคุม ดังนั้นเราจะต้องรู้ว่า ส่วนไหนของไฟ ทำให้ลุกลามรุนแรง?

หัวไฟ คืออะไร?
หัวไฟคือเปลวไฟที่มุ่งหน้านำไฟไปตามทิศทางลม เป็นส่วนที่รุนแรงและอันตรายมากที่สุด

หางไฟ คืออะไร?
หางไฟ เป็นส่วนที่ตรงข้ามกับหัวไฟสวนกับทิศทางลม ไฟส่วนนี้จะลุกลามช้า และดับง่าย

เพราะฉนั้น ส่วนที่เราต้องระวังที่สุด คือหัวไฟครับ เราควรจะรีบควบคุมหัวไฟเพื่อ ป้องกันไฟป่า ไม่ให้เกิดการลุกลามรุนแรงมากไปกว่าที่เป็นอยู่ครับ

ทำอย่างไร?

การทำแนวตั้งรับในการดับ ไฟป่า เพื่อ ป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามออกมาจากพื้นที่นั้น เป็นการดับไฟทางอ้อม แต่หากเปลวไฟรุนแรงลุกลามโหมกระหน่ำอย่างรวดเร็ว ก็น่าจะรับมือได้ยากมากๆ เลยล่ะครับ

ทีนี้ ถ้าเราไม่อยากให้เกิดการลุกลามบานปลายควบคุมยากขนาดนี้ สิ่งที่เราต้องทำไว้ก่อน คือการป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น มันง่ายกว่ากันเยอะนะผมว่า

เอาล่ะ มันทำยังไงได้บ้าง?
มี 3 วิธีที่ผมอยากจะเอามาแนะนำครับ

  1. ทำแนวกันไฟ เพื่อเป็นการตัดช่วงความต่อเนื่องของเชื้อเพลิงไม่ให้ไฟลุกลามเข้าไปในพื้นที่ของเรา
  2. ไถกลบ แทนการเผาไร่ เมื่อถึงช่วงเตรียมแปลงสำหรับเพาะปลูกครั้งใหม่ หรือ กำจัดวัชพืชด้วยการใช้จุลินทรีย์ช่วยสลาย แทนการเผา วิธีนี้ช่วยแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรมได้ด้วยนะครับ
  3. เตรียมพร้อมรับมือ หากเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด ทั้งทางด้านเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ช่วยในการดับไฟ และกำลังคนที่จะเข้ารับมือให้เหมาะสม

จะเห็นได้ว่า เราทำแนวกันไฟช่วยป้องกันไว้ระดับหนึ่งก่อนครับ จากนั้นเราเองก็ไม่ควรทำสิ่งที่เป็นสาเหตุเสี่ยงให้เกิดการลุกไหม้เกิดขึ้นในบริเวณนั้นด้วย จากนั้นหากสุดวิสัยจริงๆ เกิดจากธรรมชาติและลุกลามมาโดยไม่คาดคิด เราก็ต้องพร้อมรับมือกับมันเสมอครับ

ทีนี้ ผมให้ความสำคัญกับการป้องกันในอันดับแรกมากที่สุด คือการทำแนวกันไฟ ผมจะมาชวนลงลึกในรายละเอียด ว่า จริงๆ แล้วเราควรต้องทำแนวกันไฟยังไงกันแน่นะ

การทำแนวกันไฟอย่างมีหลักการ

  1. เราควรเลือกทิศทางของแนวกันไฟให้ถูกต้องครับ หากเราอยู่ในสภาพพื้นที่นั้นๆ เราย่อมคุ้นเคยกับสภาพภูมิศาสตร์ และทิศทางลมในพื้นที่นั้นเป็นอย่างดี ทิศทางที่ควรทำแนวกันไฟ คือทิศที่อยู่เหนือลมหรือทิศที่หัวไฟจะลุกลามต่อไป และควรเป็นแนวเฉียงเพื่อให้เปลวไฟข้ามไปได้ยาก เพื่อสกัดไม่ให้เกิดการลุกลามเพิ่มเติมไปในพื้นที่อื่น และแนวกันไฟนั้นควรบรรจบกับแนวกันไฟอื่นๆ หรือแนว ถนน ลำห้วย เพื่อไม่ให้ไฟเล็ดลอดผ่านแนวกันไฟออกไป
  2. เมื่อได้ทิศทางแล้ว สิ่งถัดมาคือ การทำแนวกันไฟ โดยกำจัดสิ่งที่เป็นเชื้อเพลิงออกให้หมด (เชื้อเพลิงที่ติดไฟง่าย เช่น กิ่งไม้ ใบไม้ เศษหญ้าแห้ง หรือแม้กระทั่งวัชพืช ที่เสี่ยงต่อการเสียดสีกันจนเกิดการลุกไหม้)
  3. เพิ่มการป้องกันเข้าไปอีกหนึ่งระดับ ด้วยการทำแนว 2 ชั้น โดยที่ให้ชั้นนอกเป็นแนวกว้างๆ โดยดูแลพื้นที่ให้โล่งเตียน และชั้นในเป็นแนวที่แคบลง โดยชั้นนี้ต้องกำจัดเชื้อเพลิงออกให้หมดจนถึงชั้นดินแท้
  4. ความกว้างของแนวกันไฟ ขึ้นกับสภาพพื้นที่นั้นๆ หากเป็นที่ลาดชัน ไฟป่าจะลุกลามได้เร็วขึ้นตามความลาดเอียงของพื้นที่ ดังนั้น แนวกันไฟในพื้นที่แบบนี้จะต้องกว้างเป็นพิเศษ และถ้าหากมีปริมาณความหนาของเชื้อเพลิงมาก ก็ต้องทำแนวกันไฟที่กว้างมากขึ้นเช่นกัน อย่างน้อยที่สุดแนวกันไฟจะต้องกว้างกว่าความยาวของเปลวไฟในแนวราบครับ
  5. ทำแนวกันไฟไว้แล้ว ก็ต้องหมั่นตรวจตราด้วยนะครับ คอยเก็บกวาดเชื้อเพลิงในบริเวณนั้นออก เพื่อไม่ให้เสียประสิทธิภาพของแนวกันไฟที่เราอุตส่าห์ทำไว้ตั้งแต่ต้นนะครับ

นอกจากไฟที่ลุกลามบนผิวดินที่เรามองเห็นกันแล้ว ยังมีไฟที่ไหม้อยู่ใต้ผิวดินอีกด้วยนะครับ ไฟใต้ดินนี้เกิดจากการลุกไหม้ของอินทรีย์วัตถุที่สะสมอยู่ใต้ดิน ซึ่งเป็นไฟที่สร้างความเสียหายต่อป่ามากที่สุด และตรวจจับได้ยากอีกด้วยครับ แต่อย่างไรก็ตาม วิธีที่ผมนำมาเสนอในวันนี้ ก็เป็นการป้องกันเบื้องต้นได้ดีระดับหนึ่งแล้วล่ะครับ

หากไม่อยากสูญเสียสิ่งที่ทำมาอย่างยากลำบาก สะกิดตัวเองสักนิดครับ ทำในสิ่งที่ต้องทำ ป้องกันไว้ในวันนี้ ดีกว่ามาบ่นว่า “รู้งี้” ทีหลังนะครับผม


แหล่งอ้างอิง

สุขภาพดิน ที่เรามีอยู่ ดูอย่างไร?

สุขภาพดิน ดูอย่างไร

สุขภาพดิน เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการทำการเกษตร หากสุขภาพดินดีมีแร่ธาตุเพียงพอต่อพืชที่เราปลูก ก็จะทำให้มีการเจริญงอกงามสูง แต่หากเราพบว่าที่เคยงอกงามทำไมอยู่ๆมันถึงชะลอช้าลง หากเป็นแบบนั้น เราต้องสังเกตดูแล้วล่ะครับ ว่าดินที่เคยอุดมสมบูรณ์ของเราถึงเวลาต้องได้รับการฟื้นฟูครั้งใหม่แล้วหรือยัง

สุขภาพดิน เป็นแบบไหน

หรือหากเราจะเริ่มทำการเพาะปลูกบนพื้นที่นั้นครั้งแรก แต่ไม่แน่ใจว่าจะใช้ปลูกพืช หรือเหมาะสมกับพืชที่เราต้องการจะปลูกไหม ก็ต้องอาศัยการตรวจเช็คในเบื้องต้น เพื่อให้เรารู้แน่ชัดว่าเราควรแก้ไขดินอย่างไร เพื่อให้เหมาะกับการเพาะปลูกของเราครับ

ผมจะพาทุกคนมาสังเกตลักษณะดินเบื้องต้นดูครับ ว่าลักษณะดินแบบไหน จัดเป็นดินอะไร เพื่อให้เรารู้ว่าเราควรจะหาแนวทางแก้ไขต่อไปอย่างไรได้บ้าง มาดูกันครับ

ดินเค็ม ลักษณะที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า คือพบคราบเกลือเป็นหย่อมๆ เห็นชัดมากขึ้นในฤดูแล้ง เม็ดดินแตกเป็นดินฟุ้งกระจาย โดยส่วนใหญ่พื้นที่ที่พบดินเค็ม จะเป็นพื้นที่มีหรือเคยมีน้ำทะเลท่วมถึงมาก่อน หากมีน้ำท่วมถึงน้ำจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล

ดินทราย ลักษณะมีการเกาะตัวแน่นทึบสำหรับดินทรายละเอียด หรือการยึดเกาะตัวของเม็ดดินต่ำ มีช่องว่างในดินขนาดใหญ่ น้ำไหลผ่านได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งลักษณะเช่นนี้ ดินจะดูดซับน้ำไว้ได้น้อย

ดินเปรี้ยวจัด ลักษณะที่สังเกตุเห็นได้ มีเนื้อเป็นดินเหนียวถึงเหนียวมาก และมีสีเหลืองฟางข้าวอยู่ในชั้นดิน และมักพบคราบสนิมเหล็กในดิน หรือบนผิวน้ำ เมื่อดินแห้ง จะแตกระแหง เป็นร่องกว้างและลึก แข็ง ยากต่อการไถพรวน มักจะเกิดในบริเวณที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลที่มีหรือเคยมีน้ำทะเล หรือน้ำกร่อยท่วมถึง

หากคุณพบว่าดินที่คุณมีอยู่มีลักษณะเหล่านี้ เรามาดู วิธีแก้ไข กันครับ

สุขภาพดิน ดูอย่างไร?

วิธีแก้ไข

ดินเค็ม การแก้ดินเค็มทำได้หลายวิธี เช่น การปลูกพืชชอบเกลือหรือพืชทนเค็ม การปลูกต้นไม้โตเร็ว การชะล้างเกลือด้วยน้ำ ซึ่งแต่ละวิธีจะใช้เวลา และต้นทุนที่แตกต่างกัน การชะล้างเกลือด้วยระบบน้ำใต้ดิน ถึงแม้จะลดความเค็มที่ดินชั้นบนได้เร็วกว่าวิธีการจัดการทางพืช แต่ก็ใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง และต้องใช้ความรู้เฉพาะทางวิศวกรรม ดังนั้น การใช้พืชจึงเป็นวิธีที่น่าสนใจ การเลือกพืชที่ทนเค็ม หรือชอบเค็มจะช่วยป้องกันการแพร่กระจายของดินเค็มได้ การปลูกไม้ยืนต้นโตเร็ว เช่น ยูคาลิปตัส สะเดา กระถิน ขี้เหล็ก ไผ่ จะช่วยควบคุมระดับน้ำเค็มใต้ดิน ลดคราบเกลือบนผิวดิน และใบไม้ที่ร่วงหล่นบนดินจะเป็นอินทรีย์วัตถุชั้นดี ที่ช่วยทำให้ดินค่อยๆ ฟื้นฟู สุขภาพดิน กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้

ดินทราย ปรับปรุงให้อุดมสมบูรณ์ขึ้นได้ด้วยอินทรียวัตถุ การใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือการปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด การเพิ่มอินทรียวัตถุลงไปในดิน จะช่วยให้ดินมีความสามารถในการดูดซับธาตุอาหาร และอุ้มน้ำได้มากขึ้น การเลือกพืชที่เหมาะสมกับดินก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพื่อช่วยฟื้นฟูดินได้เช่นกัน พืชที่ปลูกได้บนดินทราย ก็ยังมีหลายชนิด ทั้งพืชผัก พืชไร่ ไม้ผล หรือไม้ยืนต้น พืชผัก เช่น ผักกาดหอม พริกขี้หนู พืชไร่ พวกข้าวไร่ ถั่วลิสง มันสำปะหลัง ไม้ผล เหล่าสับปะรด แตงโม เป็นต้น ส่วนไม้ยืนต้นที่สามารถปลูกได้ ก็เช่น กระถินเทพา สะเดา ยูคาลิปตัส หรือต้นไผ่บางชนิด การปลูกไม้ยืนต้นจะทำให้มีอินทรียวัตถุบนผิวดิน และดินจะค่อยๆปรับสภาพ มีโครงสร้างที่เกิดการยึดเกาะตัวกันได้ดีขึ้น

ดินเปรี้ยวจัด การแก้ไขดินเปรี้ยวจัด มีทั้งการควบคุมระดับน้ำใต้ดิน การชะล้างความเป็นกรดในดิน การใส่สารลดความเป็นกรดของดิน และการปรับสภาพพื้นที่ แต่ละทางเลือกมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป เช่นการชะล้างจำเป็นจะต้องเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำเพียงพอ หรือการใส่สารลดความเป็นกรด ซึ่งสามารถแก้ความเป็นกรดของดินได้เพียง 3-5 ปี เท่านั้น ดังนั้นการปรับสภาพพื้นที่โดยการทำเกษตรผสมผสาน การทำไร่นาส่วนผสมหรือเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ จึงถือเป็นทางเลือกที่สร้างความยั่งยืนในพื้นที่ได้ โดยแนวทางนี้ควรเลือกชนิดของพืชที่จะนำมาปลูกให้เหมาะสมกับดินและน้ำในพื้นที่บริเวณนั้น ใช้พืชหลายๆชนิดทั้งพืชล้มลุกและไม้ยืนต้น ผสมผสานกัน แบ่งเป็นพื้นที่สำหรับปลูกข้าว เลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์ ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น โดยจำเป็นต้องยกร่องแปลงปลูกให้สูงกว่าพื้นที่ดินเดิม ปรับระดับผิวหน้าดินให้มีความลาดเอียง เพื่อให้น้ำไหลสู่คลองระบายน้ำ และมีคันดินล้อมรอบพื้นที่ เพื่อควบคุมการกักเก็บและระบายน้ำออกได้เมื่อน้ำในร่องเป็นกรดจัด ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงอันเกิดจากปัญหาของดิน และสร้างการใช้พื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

การแก้ปัญหาของดินแต่ละชนิด มีหลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับว่าสภาพในพื้นที่มีปัญหามากน้อยเพียงใด และวิธีในการจัดการต้องใช้ค่าใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหน ให้ผลยั่งยืนในระยะยาว และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ค่อยๆ ลองพิจารณากันดูครับ