PT911 vs K7

PT911 แตกต่างจาก K7 อย่างไร?

มิถุนายน 24, 2020 1918 0 4

เมื่อพูดถึงต้นกระดาษ สายพันธุ์ที่มีและที่นิยมปลูกกันมากก็คงจะเป็น K7 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมกันมาอย่างยาวนาน แต่ ณ ขณะนี้ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ ที่มีคุณสมบัติที่ดีกว่านั้น คือ PT911 และมีการอธิบายถึงสายพันธุ์ตัวนี้ไปก่อนหน้านี้บ้างแล้วนั้น เรามาดูกันครับว่า 2 สายพันธุ์นี้ แต่ละตัวมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง? มีดียังไง? พื้นที่แบบไหนเหมาะกับพันธุ์อะไร?

ต้นกระดาษสายพันธุ์ PT911

สายพันธุ์ PT911

คุณลักษณะประจำพันธุ์ PT911

ระยะต้นโต (1-5 ปี)
ลำต้นเหลี่ยม โค้งงอเล็กน้อย ลอกเปลือกเป็นแถบสั้น ลำต้นสีน้ำตาลแดงมีร่องใต้กิ่ง ลิดกิ่งเองได้ดี ใบรูปหอก ขอบใบเป็นคลื่น ค่อนข้างเป็นมัน ยอดสีส้มอมเขียว

ระยะต้นกล้า
ลำต้นสีน้ำตาลแดง โค้งเล็กน้อย ยอดสีน้ำตาลส้ม ใบรูปหอกแคบ ขอบใบเป็นคลื่น ค่อนข้างเป็นมัน

พื้นที่ปลูก

– เหมาะกับพื้นที่ราบหรือที่ราบลุ่ม ดินร่วนปนทรายหรือดินร่วนเหนียวที่มีลูกรังปนเล็กน้อย หน้าดินลึก ความชื้นดี
– พื้นที่ดินร่วนทราย มีน้ำซับ จะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 17.3%

พื้นที่ที่ไม่เหมาะสม
– พื้นที่ดินนาที่มีเนื้อดินทรายจัด และดินเหนียว มีน้ำขัง ดินระบายน้ำเลว
– พื้นที่ดินดาน เสี่ยงต่อการขาดน้ำ หน้าดินตื้น ความชื้นในดินต่ำ

ข้อจำกัด
– ระยะกล้าไม้ พบอาการของความอ่อนแอต่อโรคใบติด
– ระยะไม้ใหญ่ พบอาการของโรคใบปื้นเหลือง โรคราสนิม และใบจุดบริเวณทรงพุ่มใบด้านล่าง ไม่รุนแรง

ผลผลิตที่ได้

ประมาณ 18-20 ตัน/ไร่

สายพันธุ์ K7

คุณลักษณะประจำพันธุ์ K7

ระยะต้นกล้า
ลำต้นแข็ง ตั้งตรง เป็นเหลี่ยมเล็กน้อย ข้อห่าง ใบใหญ่รูปหอกใบกว้าง ปลายใบเป็นติ่งแหลม ใบสีเขียวถึงเข้ม ขอบใบเป็นคลื่นยอดสีแดงอมชมพู และมีความนวลเล็กน้อย

ระยะต้นโต (1-5 ปี)
ลำต้นมีร่องกิ่งชัดเจน เปลาตรงดี ผิวเปลือกเรียบ สีนวลเทา ทรงพุ่มแผ่กว่าง มีกิ่งขนาดปานกลางถึงใหญ่ ลักษณะใบใหญ่สีเขียมเข้ม ขอบใบเป็นคลื่น เรียงตัวแบบสลับ

ต้นกระดาษสายพันธุ์ K7

พื้นที่ปลูก

สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ราบและที่ราบต่ำ ที่มีความชื้นในดินและความชื้นในอากาศปานกลาง เนื้อดินเป็นดินร่วน ดินร่วนเหนียวปนทราย อุ้มน้ำดี หรือดินร่วนปนลูกรัง

ข้อจำกัด
– ระยะกล้าไม้ พบอาการของโรคทางใบเล็กน้อย ได้แก่ ใบจุดเหลี่ยม โรคใบจุดเหลืองดำ
– ระยะไม้ใหญ่ พบอาการของโรคใบเหลืองดำ และใบไหม้วงแหวนเล็กน้อยในช่วงฤดูฝนหรือปลายฤดูฝน

ผลผลิตที่ได้

ประมาณ 13-15 ตัน/ไร่

เลือกลักษณะสายพันธุ์ให้ตรงกับพื้นที่ปลูก และศึกษาการปลูกและดูแลให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มผลผลิตให้ได้อย่างที่ต้องการกันนะครับผม

share
Related Posts
Leave a reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *