ต้นกระดาษปรับปรุงพันธุ์ มาอย่างไร?

ต้นกระดาษปรับปรุงพันธุ์ มาอย่างยาวนานโดยผู้เชี่ยวชาญ ที่ร่วมกันคิดค้นสายพันธุ์ เพื่อให้เกษตรกรนำไปปลูกบนคันนาได้ โดยไม่มีผลกระทบต่อพืชอื่นที่ปลูกร่วมกัน

พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ เพื่อให้เหมาะสมกับการปลูกของเกษตรกร ในแต่ละพื้นที่

ต้นกระดาษปรับปรุงพันธุ์ ด้วยวิธีธรรมชาติที่เรียกว่า Conventional Breeding (ไม่ได้เป็น GMO!) >> เป็นการสืบพันธุ์แบบใช้เพศ โดยการคัดเลือกละอองเกสรตัวผู้ไปผสมบนยอดเกสรตัวเมีย เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิภายในรังไข่ และพัฒนาจนได้เมล็ดสำหรับนำไปปลูกทดสอบ

  1. จับคู่ผสมระหว่างพ่อ-แม่พันธุ์ดีหลายๆ สายพันธุ์ ปลูกทดสอบและคัดเลือกพันธุ์ใหม่ๆ ที่มีลักษณะดีตรงตามคุณสมบัติที่ต้องการ จึงจะนำไปขยายพันธุ์เพื่อนำไปให้เกษตรกรปลูกบนคันนา
  2. พื้นฐานของการพัฒนาสายพันธุ์ คือ การรวบรวมเอาลักษณะที่ดีมาไว้ในต้นเดียวกัน กำจัดข้อด้อยที่มีมาแต่เดิมออกไป
  3. กระบวนการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ของต้นกระดาษ แต่ละรอบ/ แต่ละสายต้นย่อยๆ ใช้เวลาตั้ง แต่ “10 – 15 ปี”
  4. เมื่อได้สายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติดี อาทิ ทนแล้ง ทนโรคทนแมลง ผ่านการปลูกทดสอบแล้ว จึงนำมาขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หรือ Tissue Culture Technology

ต้นกระดาษปรับปรุงพันธุ์ จนมีหลากหลายสายพันธุ์ย่อย ซึ่งถูกพัฒนามาให้สอดคล้องกับสภาพพื้น ที่ สภาพอากาศที่แตกต่างกัน และยังคงมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ได้ต้นกล้าคุณภาพที่ “ปลูกง่ายดูแลง่าย ทนโรค ทนแมลง” ที่สำคัญ “ไม่ทำลายดิน ไม่ลดผลผลิตข้าว และยังใช้นํ้าสร้างเนื้อไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

“ต้นกระดาษบนคันนา” เริ่มต้นจาก คิดต่าง สู่การ สร้างสรรค์ประโยชน์ ต่อโลก ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

ปรัชญาในการทำกระดาษของดั๊บเบิ้ล เอ …“เราไม่เพียงทำกระดาษคุณภาพดีให้คุณใช้ แต่ต้องดีตั้งแต่เนื้อใน ‘ดี’ ตั้งแต่วิธีคิด-วิธีทำ

ได้ริเริ่มแนวคิด “ปลูกต้นกระดาษบนคันนา” เพื่อนำมาใช้ทำกระดาษ แทนการใช้ไม้จากป่าธรรมชาติหรือแม้แต่ไม้จากการปลูกป่าเชิงพาณิชย์ โดยนอกจากจะไม่รบกวนไม้ธรรมชาติของโลกแล้ว ยังช่วยรักษาความหลากหลายของระบบนิเวศโดยไม่แย่ง
พื้น ที่เพาะปลูกพืชหลัก ที่สำคัญยังช่วยให้ชาวนามีทั้ง “รายได้หลักจากการปลูกข้าว และรายได้เสริมจากการปลูกต้นกระดาษ”

นอกจากสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรกว่า 1.5 ล้านครอบครัวแล้ว ชิ้นไม้ เปลือกไม้จากต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ (นอกเหนือจากส่วนที่นำไปผลิตเยื่อและกระดาษ) ยังสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลผลิตไฟฟ้าได้ “ช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ปี ละกว่าหมื่นล้านบาท”

  • ต้นกระดาษ เติบโตจากการดึง CO2 ในชั้นบรรยากาศมาแปลงเป็นเนื้อไม้ (โดยการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการสังเคราะห์แสง) จึงมีส่วนช่วยเก็บกักCO2 เอาไว้ในรูปของคาร์บอน โดย “ต้นกระดาษ 1 ต้นช่วยดูดซับ CO2 ได้สูงถึง 51.96 kg. และช่วยเก็บกักคาร์บอนในเนื้อไม้ได้สูงสุดถึง 42.5 kg.(เฉลี่ย 14.17 kg./ต้น/ปี) *ที่มา: งานวิจัยสกว.

กว่าจะมาเป็นต้นกระดาษบนคันนา เราเก็บข้อมูล วิเคราะห์ วิจัย เพื่อให้ได้ต้นพันธุ์ที่ดีที่สุด เหมาะสมกับทุกๆ ฝ่ายๆ และสร้างรายได้หมุนเวียนอย่างยั่งยืนต่อเกษตรกร

ปลูกต้นกระดาษ ไม่ทำลายดิน

ต้นกระดาษดั๊บเบิ้ลเอ ไม่ทำลายดิน

4 ปี กับงานวิจัย ยืนยันว่า “ปลูกต้นกระดาษ ไม่ทำลายดิน ไม่ลดผลผลิตข้าว และยังใช้น้ำสร้างเนื้อไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ต้นกระดาษ ดั๊บเบิ้ล เอ ไม่ทำลายดิน
การปลูกต้นกระดาษบนคันนาไม่มีผลกระทบต่อคุณสมบัติของดิน จึงไม่ส่งผลกระทบผลผลิตของข้าวในนา

ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดทำโครงการวิจัย ภายใต้หัวข้อ “การวิจัยเชิงบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาความยากจนในชนบท”

โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินด้วยการปลูกไม้โตเร็ว รวมทั้งหมด 9 โครงการ เพื่อศึกษาผลกระทบของการปลูกไม้สายพันธ์ุต้นกระดาษในพื้นที่จริงตามจังหวัดต่างๆ โดยใช้เวลาศึกษาวิจัยเป็นเวลา 4 ปี (ระหว่างตั้ง แต่พ.ศ. 2548-2551 )

โดยจากผลการวิจัยพบว่าการปลูกต้นกระดาษบนคันนานั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อข้าว ดิน หรือน้ำและไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกษตรกรจึงได้รับผลตอบแทนที่ดีทั้ง จากข้าวและจากไม้โตเร็วที่ปลูกเสริม เป็นการช่วยแก้ปัญหาความยากจนของชาวนาไทยได้อีกทาง

จากการศึกษาผลกระทบของการปลูกต้นกระดาษ* พบว่า

  • การปลูกต้นกระดาษบนคันนาไม่มีผลกระทบต่อคุณสมบัติของดิน จึงไม่ส่งผลกระทบผลผลิตของข้าวในนา
  • การกระจายของรากของต้นกระดาษไม่มีผลต่อผลผลิตของข้าวในนา โดยรากที่ถูกตัดออกระหว่างเตรียมพื้น ที่ รวมทั้ง เศษซากใบที่ร่วงหล่น จะถูกย่อยสลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยบำรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน
  • ปริมาณการใช้น้ำ ของต้นกระดาษไม่แตกต่างจากไม้ชนิดอื่น และเมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการใช้น้ำ เพื่อสร้างเนื้อ ไม้ พบว่าต้นกระดาษสามารถใช้น้ำ สร้างเนื้อ ไม้ได้ดีกว่าไม้โตเร็วชนิดอื่น

ต้นกระดาษฯ มีประสิทธิภาพในการใช้น้ำในการสร้างเนื้อ ไม้ได้ดีกว่าไม้โตเร็ว (ไม้เศรษฐกิจ)ชนิดอื่น อาทิ ไม้สนเขา ไม้พอพูลัส ไม้พยุง —น้ำที่ดูดซับมาจะถูกใช้ในการสร้างเนื้อไม้เพียง 1.6% ที่เหลืออีก 98.4% จะถูกคายออกคืนสู่ชั้น บรรยากาศ

* ที่มาของข้อมูล: จากวารสารทางวิชาการของคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปีที่ ๒๘
ฉบับที่ ๓ , กันยายน – ธันวาคม ๒๕๕๒

Q: ต้นกระดาษมีกี่สายพันธ์ุ มีวิธีการพัฒนาปรับปรุงพันธ์ุ และขยายพันธ์ุอย่างไร ?

Q: ต้นกระดาษมีกี่สายพันธ์ุ ?

A:- ต้นกระดาษมีสายพันธ์ุย่อยหลายสายพันธ์ุ และยังคงมีการพัฒนาสายพันธ์ุใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้ทนโรคทนแมลง ปลูกง่ายดูแลง่าย เหมาะแก่การส่งไปให้เกษตรกรในแต่ละพื้นที่ปลูกมากที่สุด อาทิ
K7, K58, K62, G2, PT48 ซึ่งแต่ละสายพันธ์ุย่อย จะมีข้อดีและเหมาะกับสภาพดิน สภาพภูมิอากาศ
ที่แตกต่างกันออกไป

Q: ต้นกระดาษมีวิธีการพัฒนาปรับปรุงพันธ์ุ อย่างไร ?

A:- ต้นกระดาษมีวิธีปรับปรุงพันธ์ุ โดยวิธี conventional breeding ซึ่งเป็นการปรับปรุงพันธ์ุแบบ
ดั้งเดิมที่เป็นการสืบพันธ์ุแบบใช้เพศ โดยการคัดเลือกละอองเกสรตัวผู้ไปผสมบนยอดเกสรตัวเมีย เพื่อให้เกิด
การปฏิสนธิภายในรังไข่และพัฒนาจนได้เมล็ด จากนั้นจึงนำเมล็ดไปปลูกทดสอบ จนกระทั่งจบกระบวนการ
คัดเลือกและปรับปรุงสายพันธ์ุซึ่งปกติจะกินเวลาประมาณ 10‐15 ปี เพื่อให้ได้สายพันธ์ุที่ดีเหมาะสมที่สุด

Q: ต้นกระดาษมีวิธีการขยายพันธ์ุอย่างไร ?

A:- ต้นกระดาษมีการขยายพันธ์ุที่ผ่านการปลูกทดสอบแล้วด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture
Technology) โดยการนำเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชมาเลี้ยงด้วยอาหารสังเคราะห์ ซึ่งประกอบด้วยแร่ธาตุ
น้ำตาล วิตามินและสารควบคุมการเจริญเติบโต ในสภาพปลอดเชื้อจุลินทรีย์ โดยมีการควบคุมสภาพแวดล้อม
เช่น อุณหภูมิ แสงและความชื้น ส่วนต่างๆ ของพืชเหล่านี้จะสามารถเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ โดยอาศัย
คุณสมบัติพิเศษของเซลล์พืชแบบที่เรียกว่าโคลนนิ่ง

ต้นกระดาษ คืออะไร?

ต้นกระดาษ

ต้นกระดาษ พัฒนาสายพันธุ์จากยูคาลิปตัสหลายสายพันธุ์ จนกลายมาเป็นกล้าไม้อีกหนึ่งประเภท ที่มีคุณสมบัติพิเศษ ดีกว่า และ แตกต่างจากสายพันธุ์ดั้งเดิม จากการทุ่มเทวิจัย กว่า 25 ปี จนได้กล้าไม้สายพันธุ์ใหม่ที่เปลี่ยนแปลงทุกความเชื่อเดิมที่เคยมี

ต้นกระดาษ สายพันธุ์ใหม่ สูง หล่อ โตไว ใจดี ไม่มีรากแก้ว

  • พัฒนาจาก “รากแก้ว” สู่ “รากฝอย” จึงหยั่งรากลงดินลึกน้อยกว่า กำจัดตอไม้หลังเก็บเกี่ยวได้ง่ายขึ้น
  • พุ่มใบน้อย ทรงพุ่มโปร่ง ลดการบังแสงของพืชอื่น
  • ตาไม้น้อย ช่วยลดเวลาและพลังงานในการต้มเยื่อ ลดสารเคมีที่ใช้ฟอกเยื่อ
  • ใบมีน้ำมันน้อย (เนื่องจากเน้นปรับปรุงพันธุ์เพื่อใช้ในการผลิตกระดาษและเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ไม่ได้มุ่งปรับปรุงพันธุ์เพื่อการผลิตน้ำมันหอมระเหย)
  • ใบไม้ที่ร่วงมาสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ไม่กระทบต่อดินและน้ำ และยังช่วยเป็นปุ๋ยบำรุงดินได้อีกทาง
  • ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ต้นกล้าจึงมีความสม่ำเสมอ และมีคุณสมบัติดีเหมือนต้นแม่ทุกประการ ต่างจากการเพาะหรือปลูกจากเมล็ด

แตกต่างด้วยคุณสมบัติเฉพาะสายพันธุ์ของต้นกระดาษ

คุณสมบัติของ ต้นกระดาษ สายพันธุ์นี้ ได้ผ่านการวิจัย และพัฒนาปรับปรุงพันธุ์
ให้เหมาะสมกับการปลูกของเกษตรกร จนมีลักษณะเด่น ดังนี้

  • ต้นกล้าตั้งตัวได้เร็วเมื่อปลูกลงดินและมีความแข็งแรง เนื่องจาก
    ปลูกในภาชนะปลูกที่มี side slit ทำให้รากแผ่ออกด้านข้างได้
    อย่างสมดุล
  • ลำต้นตรง โตเร็วเสมอกันทุกต้น และโตเร็วกว่าพันธุ์ดั้งเดิม
  • สามารถริดกิ่งได้เองตามธรรมชาติ ง่ายต่อการดูแลของเกษตรกร
  • พุ่มใบน้อย ลดการบังแสงแดดพืชอื่น ปลูกควบกับพืชเกษตรได้ดี
  • ไม่มีรากแก้ว ง่ายต่อการกำจัดตอไม้
  • เปลือกบาง ไม้ให้น้ำหนักมาก และมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการ
    นำไปผลิตเยื่อกระดาษ
ลำต้นตรง โตเร็วเสมอกันทุกต้น และโตเร็วกว่าพันธุ์ดั้งเดิม
ลำต้นตรง โตเร็วเสมอกันทุกต้น และโตเร็วกว่าพันธุ์ดั้งเดิม

พัฒนาเพื่อสายพันธุ์ที่ดีด้วยวิธีธรรมชาติ ขยายพันธุ์ด้วยเทคโนโลยี ทุ่มกำลังและเวลานานนับสิบปี เพื่อปรับปรุงพันธุ์ไม้ให้ดีอยู่เสมอ

ทีมวิจัยเฉพาะทาง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต้นกระดาษในพื้นที่ประเทศไทย ทำการวิจัยพันธุ์เฉพาะที่เหมาะกับ ดินและสภาพอากาศของประเทศไทย ส่งผลให้ทุกต้นมีคุณภาพดี แข็งแรง ทนโรค เหมาะกับการปลูกทุกสภาพดินในประเทศไทย เป็นพืชที่เหมาะกับการปลูกเสริมร่วมกับพืชหลัก เปรียบเสมือนกระปุกออมสินที่ช่วยให้เกษตรกรไทย มีรายได้มากขึ้น

ด้วยลักษณะพันธุ์ที่เราได้ จึงเอื้อต่อการเป็นแหล่งรายได้ของเกษตรกร และในอนาคตอันใกล้ เกษตรกรที่ปลูกไม้โตไวจะมีสิทธิทางการเงินที่คล่องตัวขึ้น เนื่องจากขณะนี้ทางกระทรวงเกษตร กำลังเร่งพิจารณาให้สามารถนำแปลงไม้โตไว มาขึ้นทะเบียนเพื่อขอกู้เงินกับธนาคารต่างๆ ได้ ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่ช่วยฟื้นฟู ขยับขยาย ช่องทางทำมาหากินของพี่น้องเกษตรกรไทยให้ดียิ่งขึ้น